T1 - Netmarble - Year 2026
Seven Knights Re:BIRTH
Support [Netmarble] R1 (Mobile)
Seven Knights Re:BIRTH
Uncategorized

ย้อนรอย 20th Century Boys มหากาพย์สามช่วงอายุคนของ นาโอกิ อุราซาว่า

สะท้อนแง่มุมของมนุษย์ออกมาอย่างลึกซึ้ง เพราะท่ามกลางเรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

เขียนโดย ban.kk

หลายคนคงมีภาพยนตร์หรือการ์ตูนที่หยิบกลับมาดูอีกครั้งแล้วพบว่า มุมมองที่ตัวเองเคยมีต่อเรื่องราวนั้นเปลี่ยนไป สำหรับเรา 20th Century Boys คือ การ์ตูนที่อยู่ในขอบข่ายนั้น

เพราะตอนเด็กๆ ทุกคนที่เคยอ่านก็น่าจะสงสัยเหมือนกันว่า เหตุใดตัวร้ายหลักของเรื่องอย่าง ‘เพื่อน’ ถึงได้ต้องการที่จะทำลายโลกโดยใช้คำทำนายที่เขากับกลุ่มเพื่อนเคยเขียนขึ้นมาในตอนเด็ก

ซึ่งก็แน่นอนว่าด้วยวัยที่ยังขาดประสบการณ์ หลายคนก็คงไม่ได้ใส่ใจนักว่า จุดมุ่งหมายที่แท้จริงของเขาคืออะไร ขอแค่ได้อ่านและเอาไปคุยกับเพื่อนที่โรงเรียนก็เพียงพอแล้ว ไม่ต่างจากตัวละครในเรื่องที่ตอนเด็กพวกเขาก็ให้ความสำคัญอยู่ไม่กี่อย่าง นั่นคือ การได้เล่นกับเพื่อน และขีดเขียนความฝันที่ใหญ่เกินกว่าความเป็นจริงของตัวเอง

แต่เมื่อโตขึ้นพวกเขารวมไปถึงเรากลับตระหนักว่า ชีวิตจริงไม่เหมือนกับภาพฝันที่เคยวาดเอาไว้ เพราะส่วนใหญ่มันไม่ได้มีเรื่องที่ยิ่งใหญ่ใดๆ เลย เราแค่ตื่นขึ้นมาทำงาน หรือไม่ถ้ามีโอกาสก็อาจได้พบเจอกับเพื่อนเก่าเพื่อถามไถ่สารทุกข์สุขดิบบ้างประปราย

ซึ่ง เอ็นโด เคนจิ ตัวเอกของเรื่องก็เป็นแบบนั้น เขาเคยใฝ่ฝันอยากจะเป็นนักดนตรีร็อค แต่พอโตขึ้นทุกอย่างก็ค่อยๆ มลายหายไป ทั้งจากการเป็นผู้ใหญ่และภาระหน้าที่ที่ต้องคอยเลี้ยงดูลูกสาวของพี่สาวอย่าง เอ็นโด คันนะ

20th Century Boys

ทว่าทุกอย่างก็เปลี่ยนไปเมื่อจินตนาการในวัยเด็กที่แม้แต่ตัวเขาและคนรอบข้างเองก็ยังจำไม่ได้ กลายเป็นสิ่งที่หลอกลวงคนทั้งโลกให้หลงเชื่อในลัทธิประหลาดที่นำโดย ‘เพื่อน’ ชายลึกลับที่ดูเหมือนจะรู้จักมักคุ้นกับเคนจิเป็นอย่างดี

แต่ในทางกลับกันเคนจิไม่รู้เลยว่า เขาเป็นใครและเหตุใดถึงได้รู้เรื่องสมุดบันทึกคำทำนายที่ครั้งหนึ่งเคยถูกซ่อนเอาไว้ในฐานทัพลับกลางทุ่ง สถานที่ที่มีเพียงไม่กี่คนเคยเข้าไป

เบาะแสเดียวที่มีจึงโยงใยว่า ตัวจริงของ ‘เพื่อน’ คือใครสักคนที่เคยเป็นเพื่อนกับเคนจิมาก่อน แต่ไม่ว่าจะนึกเท่าไรก็นึกไม่ออก ถามใครต่อใครก็ไม่มีใครให้คำตอบที่แน่ชัดได้ ข้อมูลทุกอย่างที่มีจึงประกอบขึ้นจากเศษเสี้ยวความทรงจำที่ขาดหายไปของเพื่อนแต่ละคน เหมือนกับเวลาที่ถูกถามว่า “จำได้ไหมว่าเพื่อนสมัยเด็กของตัวเองมีชื่อและหน้าตาเป็นอย่างไร?”

แน่นอนว่า บางคนอาจจำได้ถึงขั้นวีรกรรมที่เคยก่อ แต่คำตอบของคนส่วนใหญ่คงหนีไม่พ้นคำว่า “ลืม” และนั่นเองที่เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดใน ทเวนตี้เซนจูรี่บอย มหากาพย์สามช่วงอายุคนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของ นาโอกิ อุราซาว่า

20th Century Boys

20th Century Boys เป็นผลงานขนาดยาวลำดับที่ 4 ที่ อุราซาว่าเป็นคนเขียนและวาดเองทั้งหมด ตีพิมพ์ลงในนิตยสาร Big Comic Spirits ของสำนักพิมพ์โชงากูกัง ปี 1999 ถึง 2006 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ Monster (1994–2001) กำลังเข้มข้นถึงขีดสุด

นั่นหมายความว่า ในช่วง 3 ปีแรกของการทำงาน เขาต้องรับผิดชอบการวาดมังงะทั้งสองเรื่องไปพร้อมๆ กัน

แม้เดิมทีอุราซาว่าจะวางแผนพักจากการเขียนการ์ตูน แต่เพราะได้ไอเดียของ ทเวนตี้เซนจูรี่บอย เขาจึงตัดสินใจสร้างสรรค์ผลงานชิ้นนี้ขึ้นมา โดยหยิบยกประสบการณ์ส่วนหนึ่งของตัวเองมาใช้เป็นฉากหลัง เพื่อสร้างประวัติศาสตร์วัฒนธรรมยุคใหม่ผ่านคำพูดง่ายๆ อย่าง “สมมุติว่า”

ย้อนรอย 20th Century Boys มหากาพย์สามช่วงอายุคนของ นาโอกิ อุราซาว่า

แกนของ ทเวนตี้เซนจูรี่บอย เริ่มจากประโยคที่ว่า “ถ้าไม่มีพวกเขาคงไม่มีศตวรรษที่ 21” ซึ่งเป็นคำพูดที่อุราซาว่าเองก็ไม่ค่อยเข้าใจความหมายเท่าไร เขาจึงจดลงบนกระดาษว่า ‘20th Century Boys’’ ก่อนที่จะส่งแฟกซ์ไปหากองบรรณาธิการเกี่ยวกับไอเดียนี้

แต่ความยากอยู่ตรงที่ตอนนั้นเป็นปี 1999 พอดี อุราซาว่าจึงจำเป็นต้องเริ่มเขียนทันที เพราะหัวใจสำคัญของเรื่องคาบเกี่ยวอยู่กับช่วงปี 1999, 2000 และ 2001

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีไอเดีย แต่โครงสร้างของมันยังถือว่าคลุมเครือ เนื่องจากพอนึกถึงคำพูดดังกล่าว เขาเองก็อดสงสัยไม่ได้ว่า “แท้จริงแล้วผู้คนเหล่านั้นกำลังต่อสู้กับอะไรกันแน่?” ด้วยเหตุนี้ อุราซาว่าจึงนำความคิดที่วนเวียนอยู่ในหัวไปปรึกษากับ ทาคาชิ นางาซากิ ผู้ร่วมสร้างพล็อตคนสำคัญที่เสนอว่า หากตัวละครในเรื่องจะต้องต่อสู้กับบางอย่าง สิ่งนั้นก็ควรเป็น ‘ลัทธิ’

ตอนแรก อุราซาว่าไม่ได้เห็นพ้องกับแนวทางนี้เสียทีเดียว เพราะเขาไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับประเด็นที่ยุ่งยากเกินไป แต่สุดท้ายเขาก็เริ่มคิดถึงชื่อของผู้นำลัทธิ และทันทีที่นางาซากิได้ยินชื่อของ ‘เพื่อน’ เป็นครั้งแรก สัญชาตญาณส่วนตัวก็บอกว่า นี่จะต้องเป็นผลงานที่ยิ่งใหญ่อย่างไม่ต้องสงสัย

ย้อนรอย 20th Century Boys มหากาพย์สามช่วงอายุคนของ นาโอกิ อุราซาว่า

หากใครจำได้ตอนแรกของ ทเวนตี้เซนจูรี่บอย เปิดเรื่องด้วยฉากที่คันนะตอนเป็นวัยรุ่นมองออกไปนอกหน้าต่าง และเห็นหุ่นยนต์ประหลาดตัวหนึ่งก่อนที่ภาพจะตัดกลับไปยังห้วงเวลาที่เคนจิผู้เป็นน้ายังคงเลี้ยงดูเธอในวัยเด็กอยู่

โดยอุราซาว่าเล่าว่า จุดเริ่มต้นของฉากเปิดนี้เกิดจากการที่เขานึกถึงฉากหนังเรื่องหนึ่ง ซึ่งมีเด็กผู้หญิงตื่นขึ้นมาในอพาร์ทเมนท์แล้วมองออกไปเห็นหุ่นยนต์ยักษ์เดินอยู่ข้างนอก แต่เมื่อเอาไปเสนอนางาซากิเขากลับตอบว่า “ฉากนี้จำเป็นด้วยหรือ?”

ถึงกระนั้น อุราซาว่าก็ยังยืนยันว่ามันจะมีบทบาทสำคัญในภายหลังอย่างแน่นอน การตั้งใจใส่ลงไปในตอนแรกจึงเป็นเหมือนการบอกกับทั้งผู้อ่านและตัวเองให้รู้ไว้ว่าเรื่องราวนี้จะมีขนาดใหญ่กว่าที่ทุกคนจินตนาการเอาไว้

อุราซาว่ายังเสริมอีกว่าเขาไม่ได้กำหนดทิศทางของเรื่องไว้ตายตัวนัก แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องมีคือการสื่อว่า “ที่เรามาถึงศตวรรษที่ 21 นี้ได้ก็เพราะมีพวกเขา” และเมื่อไอเดียนั้นถูกหลอมรวมเข้ากับความทรงจำในช่วงประวัติศาสตร์ยุคหลังสงครามของประเทศญี่ปุ่น หอคอยพระอาทิตย์ (Tower of the Sun) สิ่งปลูกสร้างหน้าตาพิลึกพิลั่นซึ่งอ้างอิงมาจากผลงานของ Taro Okamoto ที่เคยเป็นตัวแทนของความหวังและความก้าวหน้าในงาน World Expo ปี 1970 จึงถูกนำมาใช้ในฐานะเครื่องมือที่สื่อถึงความสิ้นหวังของมวลมนุษยชาติแทน

ย้อนรอย 20th Century Boys มหากาพย์สามช่วงอายุคนของ นาโอกิ อุราซาว่า

ส่วนตัวจริงของ ‘เพื่อน’ ถูกกำหนดไว้ตั้งแต่ช่วงที่เขียนฉากงานศพของ Donkey โดยคาแรกเตอร์ของเด็กคนนั้นเป็นผู้ที่ทุกคนจดจำว่าตายไปแล้ว ทั้งที่จริงๆ ยังมีชีวิตอยู่ แต่ทุกคนกลับลืมเลือนการมีอยู่ของเขา และนั่นคือ ‘น้ำผึ้งหยดเดียว’ ที่ขับเคลื่อนให้ ‘เพื่อน’ ตัดสินใจทำลายโลก เพราะเมื่อมองจากมุมหนึ่งคนอ่านก็จะเข้าใจว่า การถูกลืมนั้นเจ็บปวดเพียงใด

ทั้งนี้ ปัญหาหนึ่งในการออกแบบตัวละครคือ เขาจำเป็นต้องปกปิดตัวตนอยู่ตลอด แต่ครั้นจะให้กลบเกลื่อนด้วยแสงเงาหรือสวมหน้ากากนินจาฮัตโตริไปทั้งเรื่องก็คงทำไม่ได้ อุราซาว่าจึงหยิบเอาภาพหนึ่งที่ตัวเองเคยรู้สึกคาใจในตอนเด็กมาใช้ ซึ่งก็คือ สัญลักษณ์รูปมือที่ชี้ให้เปิดหน้าถัดไปใน Weekly Shōnen Sunday

และเนื่องจากเขามองว่าสัญลักษณ์ของพวกลัทธิมักจะมี ‘ดวงตา’ เป็นส่วนประกอบ อุราซาว่าจึงวาดมันลงไป จนกลายเป็นที่มาของลวดลายบนหน้ากากและธงของกลุ่มเคนจิที่แฟนๆ จดจำได้มาจนถึงทุกวันนี้

ทว่าสำหรับอุราซาว่าแล้ว ความสำคัญของจริงๆ ของ ‘เพื่อน’ คือภาพลักษณ์อันน่าขนลุกซึ่งได้รับแรงบันดาลใจมาจากเหตุการณ์วันงานเลี้ยงรุ่นสมัยประถมในปี 1997 ที่บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยคนที่เขาจำไม่ได้ว่าเป็นใคร แต่มีคนหนึ่งที่เดินเข้ามาทักทายด้วยท่าทีสนิทสนม จนเมื่อเจ้าตัวไปถามหัวโจกของห้องในสมัยนั้นว่า “หมอนั่นใคร?” อีกฝ่ายกลับตอบเพียงว่า “ไม่รู้เหมือนกัน”

ระยะห่างที่คลุมเครือนี้เองที่เป็นเหมือนเส้นแบ่งระหว่าง ‘เพื่อน’ กับตัวละครอื่นภายในเรื่อง อารมณ์ประมาณว่า “เป็นเพื่อนก็จริง แต่เอ็งเป็นใคร?” โดยเฉพาะตัวตนของ คัตสึมาตะ ที่เป็นที่ถกเถียงในหมู่แฟนๆ มาอย่างยาวนาน ว่าแท้จริงแล้วเขาแอบสวมรอยเป็นฟุคุเบะมานานแค่ไหน หรือกระทั่งว่าใครกันแน่ที่เป็น ‘เพื่อน’ ในความทรงจำของกลุ่มเคนจิ

ย้อนรอย 20th Century Boys มหากาพย์สามช่วงอายุคนของ นาโอกิ อุราซาว่า

ในช่วงที่ตีพิมพ์ จุดที่ทำให้ ทเวนตี้เซนจูรี่บอย ดังเป็นพลุแตกคือตอนจบของเล่ม 15 ที่ทิ้งท้ายไว้ว่า “แล้วโลกก็ล่มสลาย” ซึ่งกลายเป็นที่ฮือฮาไปทั่วทั้งสังคมญี่ปุ่น ถึงขนาดที่ โททัส มัตสึโมโตะ นักร้องนำวง Ulfuls ต้องออกมาตะโกนผ่านรายการวิทยุในวันที่หนังสือวางขายว่า “พวกคุณอ่านกันแล้วหรือยัง!”

แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือ กระแสตอบรับของ ทเวนตี้เซนจูรี่บอย ได้ดึงดูดฐานคนหนุ่มสาวมากกว่า Monster ที่แต่เดิมอายุเฉลี่ยของนักอ่านส่วนใหญ่อยู่ในวัยกลางคน โดยเฉพาะนักดนตรีที่กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า “ชอบเรื่องนี้” เพราะเรื่องราวของเคนจิซ้อนทับกับชีวิตของพวกเขา

ย้อนรอย 20th Century Boys มหากาพย์สามช่วงอายุคนของ นาโอกิ อุราซาว่า

อุราซาว่าเองก็เป็นคนที่คลั่งไคล้ในดนตรีเช่นกัน โดยศิลปินที่เขาชื่นชอบมากที่สุดคือ เดอะบีเทิลส์ วงดนตรีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลจากเกาะอังกฤษ และ บ็อบ ดีแลน กวีในร่างนักดนตรีผู้เป็นเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมปี 2016

เพลง Kenji no Uta หรือที่รู้จักกันในชื่อ Bob Lennon จึงเกิดขึ้นจากการผสมผสานตัวตนระหว่าง บ็อบ ดีแลน และ จอห์น เลนนอน ซึ่งสะท้อนภาพลักษณ์ของเคนจิที่อยู่กึ่งกลางระหว่างศิลปินผู้ตั้งคำถามต่อโลก กับผู้นำจิตวิญญาณที่มอบความหวังให้แก่ผู้คนได้เป็นอย่างดี

ขณะเดียวกัน อิทธิพลทางดนตรีที่พัวพันกับความจริงของวัยผู้ใหญ่ ก็ทำให้เส้นทางของเขาทาบทับกับคนเจเนอเรชันหนึ่งที่เคยฝันอยากเป็นร็อคสตาร์ แต่สุดท้ายกลับต้องพ่ายแพ้ให้กับโลกความเป็นจริง และนั่นคงเป็นเหตุผลที่ตัวละครเคนจิดูใกล้ชิดกับผู้อ่าน ราวกับได้ระลึกถึงชีวิตในหนหลังของตัวเอง

อุราซาว่ายังนำเอาเพลงนี้มาร้องอีกครั้งตอนที่เขาได้รับเกียรติเป็น Manga Guest of Honor ในงาน Japan Expo ปี 2012 ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส โดยปรากฏตัวบนเวทีพร้อมเล่นกีตาร์โปร่งและเป่าฮาร์โมนิกาด้วยตนเอง ซึ่งสร้างความประทับใจให้แก่แฟนการ์ตูนที่อยู่ในฮอลล์เป็นอย่างมาก

อีกทั้งเขายังจับมือกับวงร็อกสัญชาติญี่ปุ่นอย่าง Hemenway ร่วมกันบรรเลงเพลง 20th Century Boy ของวง T. Rex เพื่อเป็นการคารวะต่อแรงบันดาลใจหลักที่เป็นจุดเริ่มต้นของชื่อมังงะและเรื่องราวทั้งหมดด้วย

ย้อนรอย 20th Century Boys มหากาพย์สามช่วงอายุคนของ นาโอกิ อุราซาว่า

แต่ถึงอย่างนั้น หลายคนก็ยังคงสงสัยว่า ตอนจบที่แท้จริงของเรื่องนี้คือแบบไหน? หากใครเคยอ่านมังงะและดูภาพยนตร์ที่ออกฉายในปี 2008–2009 มาก่อน ก็จะพบว่าช่วงท้ายมีจุดหนึ่งที่ถูกตีความต่างกัน นั่นคือในฉบับมังงะเคนจิเลือกที่จะไม่ร้องเพลง Bob Lennon บนเวที ขณะที่ในเวอร์ชันภาพยนตร์เขากลับเลือกที่จะร้องเพลงนั้นออกมา

อุราซาว่าไขข้อสงสัยนี้ว่า อันที่จริงบทสรุปที่สมบูรณ์ที่สุดของ ทเวนตี้เซนจูรี่บอย คือการที่เคนจิร้องเพลงเหมือนในภาพยนตร์ แม้ตอนที่เขียนฉากแสดงดนตรีของทั้งสามคนเขาจะเคยมีความรู้สึกลึกๆ ว่าไม่อยากให้ร้องเลยก็ตาม

แต่ด้วยความที่ต้องคิดตอนจบอีกรูปแบบสำหรับภาพยนตร์ อุราซาว่าจึงหันมาไตร่ตรองอีกครั้งจนพบว่า บางทีเพลงนี้อาจถูกเขียนขึ้นมาพร้อมกับ ‘เพื่อน’ เหมือนที่เลนนอนแต่งเพลงร่วมกับ พอล แมคคาร์ทนีย์ ก็เป็นได้ และนี่คือการเฉลยที่มาของท่อนสุดท้ายในเพลงอย่าง “กูตะลาลา ซูดาลาลา” ที่เคนจิร้องออกอากาศหลังจากหายตัวไปนานถึง 15 ปี

เมื่อคิดได้เช่นนั้น อุราซาว่าจึงตัดสินใจให้ตัวเอกร้องเพลง ก่อนที่ในเวลาต่อมา ไอเดียนี้ก็ได้ถูกนำมาปรับใช้กับมังงะ ทเวนตี้เซนจูรี่บอย ฉบับสมบูรณ์ (Kanzenban) ที่วางจำหน่ายเมื่อปลายเดือนมกราคม ปี 2016 ด้วยเช่นกัน

ส่วนคำถามที่ว่าทำไมถึงไม่ร้อง? อุราซาว่าให้เหตุผลว่า ก่อนหน้านั้นเคนจิไปร้องเพลงให้ ‘เพื่อน’ ฟัง และบอกว่า เพลงนี้เป็นของเขาสองคนก่อนที่อีกฝ่ายจะสิ้นใจไป ฉะนั้นมันจึงเปรียบเสมือนบทเพลงอำลาที่เคนจิไม่อยากจะร้องอีกเป็นครั้งที่สอง

ย้อนรอย 20th Century Boys มหากาพย์สามช่วงอายุคนของ นาโอกิ อุราซาว่า

นอกจากนี้ ในเหตุการณ์ที่เขาเผชิญหน้ากับ ‘เพื่อน’ ยังมีข้อสังเกตอย่างหนึ่งที่น่าสนใจ นั่นคือ ท่าทีที่ดูสงบเยือกเย็นผิดกับตอนเจอกันใน ‘วันส่งท้ายปีเก่านองเลือด’ ซึ่งอุราซาว่าบอกว่า ช่วงเวลาที่ความทรงจำขาดหายไปนั้น เป็นโอกาสที่เคนจิได้จัดระเบียบความคิดของตัวเองด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป

และเมื่อตระหนักว่าชีวิตที่ผ่านมาไม่ได้มีเรื่องอะไรให้น่าภูมิใจ ชายหนุ่มจึงสามารถเผชิญหน้ากับ ‘เพื่อน’ ได้อย่างที่เห็น เพราะเขามองว่าต่อจากนี้คือยุคสมัยของคนรุ่นใหม่ และคนรุ่นเขาเองก็ควรปล่อยวางสิ่งที่แบกรับมาตลอดเสียที

ในบรรดาผลงานที่ผ่านมาทั้งหมด ตัวละครเคนจิ จึงดูมีจุดร่วมที่ใกล้เคียงกับตัวตนของ อุราซาว่า มากที่สุด ไม่ใช่แค่ในมุมของการเป็นศิลปินหรือการสารภาพบาปส่วนตัว แต่คือแนวคิดที่แสดงถึงความรู้สึกผิดและอยากขอโทษที่ไม่สามารถสร้างประเทศที่ดีกว่าให้แก่คนรุ่นหลังได้

การออกแบบบรรยากาศในช่วงท้ายของเรื่องจึงเต็มไปด้วยความว่างเปล่า แม้จะดำเนินมาถึงจุดที่ทุกอย่างคลี่คลายลงแล้วก็ตาม

ย้อนรอย 20th Century Boys มหากาพย์สามช่วงอายุคนของ นาโอกิ อุราซาว่า

ในแง่หนึ่ง 20th Century Boys จึงไม่ใช่ผลงานที่โดดเด่นแค่การเล่าเรื่องที่ทอดยาวกว่าครึ่งศตวรรษผ่านตัวละครหลายสิบตัว แต่ยังสะท้อนแง่มุมของมนุษย์ออกมาอย่างลึกซึ้ง เพราะท่ามกลางเรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นตัวเอกหรือตัวประกอบ ความเป็นคนธรรมดาของพวกเขาก็ยังคงยืนหยัดต่อสู้กับความผิดพลาดของตัวเอง ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ทุกคนต้องเคยพบเจอในชีวิต

ทั้งหมดนี้จึงยิ่งตอกย้ำว่า อุราซาว่าเป็นนักเขียนที่เก่งกาจในการนำเสนอความซับซ้อนของจิตใจมนุษย์มากที่สุดคนหนึ่ง และถึงแม้จะมีปัญหาสุขภาพจากการโหมงานหนักมาหลายปี แต่ดูเหมือนว่าปัจจุบันเจ้าตัวจะยังมีไฟในการทำงานอยู่

โดยนอกจากผลงานเรื่องล่าสุดอย่าง Asadora! (2018-ปัจจุบัน) ที่ว่าด้วยชีวิตของเด็กสาวผู้เผชิญหน้ากับอสุรกายกลางทะเลแล้ว เขายังออกไปเล่นดนตรีตามสถานที่ต่างๆ รวมถึงเปิดช่องยูทูบในชื่อ “浦沢チャンネル -URASAWA CHANNEL-” เพื่อบอกเล่าเบื้องหลังการทำงานและแบ่งปันเทคนิคการวาดรูปให้แฟนๆ ได้ติดตามกันอีกด้วย

สามารถติดตามข่าวสารอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ GamerCulture (การ์ตูน)

Back to top button

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save