T1 - Netmarble - Year 2026
Seven Knights Re:BIRTH
Support [Netmarble] R1 (Mobile)
หนัง

[Review] The Devil Wears Prada 2 ถ้าเธอเป๊ะ..ฉันก็ต้องเป๊ะ

การโคจรมาพบกันอีกครั้งในรอบ 20 ปี ของสองตัวละครสุดคลาสสิก แอนดี้และมิแรนดา

เขียนโดย Biliebluu

ย้อนไปเมื่อปี 2006 ได้มีหนังแฟชั่นพร้อมตีแผ่สังคมการทำงานอย่าง The Devil Wears Prada ออกฉาย และนับเป็นหนึ่งปรากฏการณ์บนโลกภาพยนตร์ที่หนังเรื่องนี้ยังติดค้างภายในใจผู้ชม

เพราะหนังไม่ได้แค่ทำออกมาเพื่อความบันเทิง แต่ยังแฝงแง่คิด และสะท้อนภาพการทำงานบนโลกความเป็นจริงที่ทำออกมาได้เข้าถึงใจผู้ชมโดยไม่น้อย การันตีด้วยรายได้ทั่วโลกกว่า 320 ล้านดอลลาร์ จากทุนสร้างเพียง 35 ล้านดอลลาร์ นับเป็นความสำเร็จต่อตัวหนัง

ซึ่งหากคิดว่าหนังจะมีภาคต่อตามมาก็คงยาก เพราะใน เดอะ เดวิล แวร์ส ปราด้า นั้นได้สร้างบทสรุปตอนจบได้อย่างสมบูรณ์แบบแล้ว จนมาถึงปี 2026 หนังที่ไม่คิดว่าจะมีภาคต่อ ก็ได้กลับมาสร้างเสียงฮือฮาอีกครั้งใน The Devil Wears Prada 2 และยังเป็นการเฉลิมฉลองครบรอบ 20 ปีของหนัง ที่พร้อมพาผู้ชมและแฟนคลับจากหนังภาคแรกกลับคืนสู่เหย้าอีกครั้ง

The Devil Wears Prada

หากยังจำกันได้ ในหนังภาคแรกจะเล่าถึงเรื่องราวของ แอนดี้ แซคส์ (Anne Hathaway) หญิงสาวจบใหม่ไฟแรงที่ฝันอยากจะเป็นนักสื่อสารมวลชน แต่เธอกลับได้รับงานให้มาเป็นผู้ช่วยของ มิแรนดา พรีสลีย์ (Meryl Steep) บรรณาธิการสำนักพิมพ์แฟชั่น Runway ซึ่งเป็นที่เลื่องลือถึงความโหดหินและยากที่จะแตะต้อง

โดยทุกคนต่างใฝ่ฝันที่อยากทำตำแหน่งนี้ แต่ดันกลายเป็นแอนดี้ที่ได้ตำแหน่งนั้นไป ทั้งที่เธอไม่ได้มีความรู้และความสนใจในด้านแฟชั่นเลยเสียนิด แอนดี้ต้องฝ่าฟันคำดูหมิ่นจาก มิแรนดา พร้อมเผชิญหน้ากับเพื่อนร่วมงานสุดเขี้ยวอย่าง เอมิลี่ (Emily Blunt) และพิสูจน์ตัวเองว่าเธอคู่ควรกับตำแหน่ง

ซึ่งในหนังภาคแรกจึงมีความเป็น Coming of Age ของการเติบโตของตัวละครแอนดี้ไปทีละขั้น และฝ่าด่านสุดท้าทายเพื่อให้ได้รับการยอมรับ ซึ่งเธอก็สามารถทำมันได้แต่ก็แลกมากับการสูญเสียตัวตน ก่อนที่บทสรุปของหนังจะให้ตัว แอนดี้ เลือกที่จะหันหลังละทิ้งกับโลกจอมปลอม และเดินหน้าสู่เส้นทางที่เธออยากเป็นอย่างแท้จริง

The Devil Wears Prada

จากบทสรุปที่ดูจะจบลงอย่างสมบูรณ์แล้ว ก็ได้มีการสานต่อเรื่องราวต่อจากหนังภาคแรกอีกครั้ง โดยใน เดอะ เดวิล แวร์ส ปราด้า 2 ยังคนดำเนินเรื่องราวผ่านตัวละคร แอนดี้ แซคส์ ที่ปัจจุบันเธอเป็นนักสื่อสารมวลชนอย่างที่เธอฝัน แต่ในขณะเดียวกันสื่อสิ่งพิมพ์ก็เริ่มเข้าสู่ขาลง นิตยสาร Runway ของ มิแรนดา เริ่มจะเผชิญวิกฤติจากสังคมยุคใหม่

แอนดี้ที่ปัจจุบันเป็นนักสื่อสารมวลชนจึงถูกดึงตัวกลับมาให้ช่วยกู้สถานการณ์ของ Runway อีกครั้ง จึงนับเป็นการเจอกันของเจ้านายเก่าสุดเนี้ยบและลูกน้องคนเก่าไฟแรงอีกครั้ง

The Devil Wears Prada

หนัง เดอะ เดวิล แวร์ส ปราด้า 2 ยังคงได้รับการกำกับโดย David Frankel คนเดิมจากในหนังภาคแรกเมื่อปี 2006 พร้อมได้นักแสดงชุดเดิมกลับมาครบเซ็ต ไม่ว่าจะเป็น Meryl Steep ในบทของ มิแรนดา Anne Hathaway ในบทของ แอนดี้ Emily Blunt ในบทของ เอมิลี่ และ Stanley Tucci ในบทของไนเจล

นอกจากนี้หนังยังมีการรับเชิญเหล่าคนดังจากหลากหลายวงการอีกด้วยไม่ว่าจะเป็น Lady Gaga, Jon Batiste & Suleika Jaouad, Donatella Versace, Naomi Campbell, Marc Jacobs และอีกมากมายเพื่อเสริมความยิ่งใหญ่ให้กับหนังในตำนานอย่างสมการรอคอย

(บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนภายในหนัง)

The Devil Wears Prada

หลังจากที่ผู้เขียนได้รับชม The Devil Wears Prada 2 ซึ่งผู้เขียนเคยได้รับชมภาคแรกไปก่อนหน้านี้ สิ่งที่ภาค 2 ยังสามารถคงความเป็นหนัง เดอะ เดวิล แวร์ส ปราด้า ไว้นั้นคือการเล่าถึงมุมมองการทำงานในสายงานสื่อสารมวลชน และความเป็นหนังที่มีเรื่องของแฟชั่นเข้ามาเกี่ยวข้อง อีกทั้งหนังยังผสมผสานความร่วมสมัยผ่านการสะท้อนถึงคุณค่าของสื่อสิ่งพิมพ์ในยุคใหม่ที่เริ่มถดถอยลงมากขึ้น จากการมาของเทคโนโลยีซึ่งทำให้ผู้บริโภคเริ่มที่จะหันไปใช้สื่อดิจิทัลแทน

ในขณะเดียวกัน เรื่องของเคมีตัวละครที่เคยทำไว้ได้ดีในภาค 1 ก็ยังคงนำกลับมาขยี้ให้ผู้ชมชวนคิดถึงอีกครั้ง การฟาดฟันฝีปากกันระหว่างตัวละคร แอนดี้และมิแรนดา ซึ่งเป็นเหมือนความดราม่าในหนังภาคแรก ยังคงถูกใส่มาให้ผู้ชมได้เห็นความเผ็ดมันส์ของการเฉือนคมจากสองตัวแม่อีกครั้ง

เมื่อแอนดี้ที่เติบโตขึ้นเริ่มมีฝีมือกว่าภาคแรก จากที่เธอดูเป็นสาวน้อยจบใหม่อ่อนต่อโลก ในภาคนี้เราจะได้เห็นความพัฒนาของตัวละครของแอนดี้จากบทสรุปในภาคที่แล้ว การที่เธอมีลูกล่อลูกชน มีความเด็ดขาดกล้าได้กล้าเสีย นิสัยนักสู้ที่พร้อมทำทุกอย่างเพื่อพิสูจน์ว่าเธอไม่ได้เป็นเพียงสาวน้อยบริสุทธิ์ ยังคงมีมุมให้ผู้ชมได้เห็นในหนังภาคที่ 2

The Devil Wears Prada

ส่วนตัวละครของ มิแรนดา ต้องเรียกได้ว่า ใน เดอะ เดวิล แวร์ส ปราด้า 2 เริ่มมีการหยิบประเด็นร่วมสมัยอย่างเรื่องสิทธิมนุษยชนในที่ทำงาน เมื่อสังคมยุคใหม่เริ่มให้ความสำคัญและตระหนักถึงมากขึ้น นำมาขยี้ให้กับตัวละครเจ้านายสุดจู้จี้ จอมบงการ อยากได้อยากเอาอย่าง มิแรนดา

เช่น มีฉากที่พูดถึงเรื่องที่ในปัจจุบันเธอไม่สามารถจะขว้างเสื้อโค้ตสุดหรูลงตรงบนโต๊ะทำงานของผู้ช่วยพร้อมให้เอาไปเก็บได้อีกต่อไป แบบที่แอนดี้ถูกกระทำในภาคที่ 1 เพราะมีการร้องเรียน และขอให้เธอช่วยงดการปฏิบัติพฤติกรรมดังกล่าว นอกจากนี้ผู้ชมจะได้เห็นเคมีระหว่างเพื่อนร่วมงานเก่าอย่าง แอนดี้และเอมิลี่

ที่ในครั้งนี้เอมิลี่ได้ออกจาก Runway และไปร่วมบริษัทระดับโลกอย่าง Dior ซึ่งดูเหมือนหน้าที่การงานของเธอก็ดูจะสุขสบาย และเติบโตกว่าตอนเธออยู่กับ Runway ซึ่งการจิกกัดกันแบบเพื่อนร่วมงานเก่าของทั้งคู่ ก็ทำออกมาได้เจ็บแสบเหมือนในภาคที่ 1

แต่ผู้ชมก็ยังคงได้เห็นความเป็นมนุษย์นอกเหนือจากความเป็นเพื่อนร่วมงานระหว่าง แอนดี้และเอมิลี่ มีหลายฉากที่ทำให้ผู้ชมได้ทราบถึงชีวิตนอกเหนือจากงานที่ผ่านมาของสองตัวละคร ผ่านบทสนทนาแลกเปลี่ยนสารทุกข์สุขดิบดั่งเพื่อนมนุษย์ จึงเป็นองค์ประกอบที่ช่วยทำให้หนังมีชีวิตชีวาไม่ได้เน้นแต่ความดราม่าจิกกัดกันอย่างเดียว

อีกหนึ่งตัวละครที่พูดถึงไม่ได้คือ ไนเจล ผู้เป็นเหมือนกูรูด้านแฟชั่น และคลังความรู้ประจำบริษัท Runway ซึ่งเป็นตัวละครที่ดูมีความเป็นกลางให้กับหนังมากที่สุด และเชื่อว่าเป็นตัวละครโปรดของใครหลายคน เพราะเขานั่นไม่ใช่คนวาจาว่าร้าย แต่เป็นการพูดตรงไปตรงมาเพื่อให้นำไปพัฒนาตัวเอง ซึ่งดูเป็นตัวละครที่มองโลกตามความเป็นจริง

ในภาคที่ 2 ผู้ชมจะได้เห็นถึงการเติบโตทางความคิดที่มีต่อโลกของเขา ซึ่งก็สามารถนำมาสะท้อนกับโลกความเป็นจริงได้ดี เช่น การที่ในปัจจุบันสื่อสิ่งพิมพ์เริ่มลดบทบาท และเริ่มหันไปเป็นสื่อดิจิทัล หรือคอนเทนต์บนโลกออนไลน์มากขึ้น ซึ่งบางครั้งตัวละครอย่างไนเจลมีหน้าที่แค่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ของตัวเองในการผลิตคอนเทนต์ที่ให้คนดูหรือปัดทิ้งในระหว่างที่พวกเขากำลังทำธุระภายในห้องน้ำ

เรียกได้ว่าหนังนำประเด็นหรือแก่นแท้จริงของสื่อในสังคมผู้บริโภคสื่อยุคใหม่ มาใส่เป็นมุขตลกให้กับหนังได้อย่างเจ็บแสบ

The Devil Wears Prada

สิ่งที่น่าสนใจให้กับเรื่องราวใน เดอะ เดวิล แวร์ส ปราด้า 2 คือนอกเหนือจากที่หนังจะวิพากย์ถึงสังคมสื่อและพฤติกรรมผู้บริโภคสื่อยุคใหม่แล้ว หนังยังมีการเล่นเรื่องของการเมืองภายในบริษัทเพื่อให้หนังมีมิติมากขึ้น เมื่อช่วงกลางของหนังได้มีการเปลี่ยนถ่ายการบริหารโดยผู้บริหารรุ่นใหม่ บรรณาธิการเก่าแก่อย่าง มิแรนดา จึงเริ่มถูกลดบทบาทภายในบริษัทลงไป

ผู้ชมจะได้เห็นความขาลงของตัวละครของ มิแรนดา อย่างสลับขั้วจากหนังภาคแรก เช่น การที่เธอถูกลดงบในการเดินทาง จากเดิมที่เคยได้นั่งเจ็ตสุดหรูหรา เธอถูกลดบทบาทให้เดินทางด้วยเครื่องบินในระดับชั้นประหยัด ร่วมกับผู้โดยสารคนอื่นอย่างสามัญชน หรือการที่เธอจะต้องเรียกอูเบอร์ในการเดินทางแทนรถยนต์ส่วนตัว

ความตลกร้ายยังมากไปถึงขนาดที่มีฉากที่เผยให้เห็นความชิวของผู้บริหารยุคใหม่ที่เรียกประชุม มิแรนดา ภายในโรงอาหารของพนักงาน ซึ่งเป็นสถานที่ที่ตัวละครระดับ มิแรนดา ไม่คิดที่จะลงมาเหยียบ หรือไม่ทราบว่ามีสถานที่แห่งนี้ภายในบริษัทอีกด้วย ถึงขนาดที่ไม่สามารถแนะนำทีมผู้บริหารรุ่นใหม่ได้ว่ามีอาหารเมนูไหนน่าทานบ้าง

พาร์ทเหล่านี้จึงดูเป็นลูกเล่นสดใหม่ที่นำมาใส่ในหนัง เดอะ เดวิล แวร์ส ปราด้า 2 ได้อย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะชะตากรรมของ มิแรนดา เมื่อเธอถูกลดอำนาจไม่ได้อยู่ค้ำฟ้าอีกต่อไป

[Review] The Devil Wears Prada 2 ถ้าเธอเป๊ะ..ฉันก็ต้องเป๊ะ

ข้อสังเกตภายในหนังเรื่องนี้ จึงเป็นเรื่องจากภาคก่อนที่ดูมีความเป็นหนังแฟชั่น แต่ใน เดอะ เดวิล แวร์ส ปราด้า 2 ความเป็นหนังแฟชั่นนั้นถูกลดลง ความหรูรา ความอลังการจากเครื่องแต่งกาย  ชุดประดับสุดแฟชั่น หรืองานแฟชั่นวีค ถูกแทนที่และขับเคลื่อนด้วยประเด็นของสื่อสิ่งพิมพ์ที่ต้องปรับตัวตามยุคสมัยใหม่ จึงทำให้หนังวนเวียนอยู่กับเรื่องธุรกิจ การแย่งอำนาจ หรือการเมืองภายในบริษัท มากกว่าจะนำเสนอความเป็นแฟชั่นได้แบบในหนังภาคแรก

ดนตรีประกอบบางช่วงที่ช่วยเสริมความเป็นนักสู้ของแอนดี้ในการต่อรอง หรือการพยามบรรลุเป้าหมายภายในธุรกิจ ก็บรรเลงราวกับผู้ชมกำลังดูหนังสายลับทำภารกิจ ซึ่งตรงนี้จึงถือเป็นอรรถรสความชอบในการรับชมของแต่ละบุคคล และในช่วงท้ายของหนัง ก็มีการใส่บทที่ไม่คาดคิดอย่างการที่ตัวละครเอมิลี่ดันนึกอยากจะครองกิจการของ Runway โดยให้สามีเข้าซื้อกิจการ ซึ่งดูเป็นอะไรที่ไม่สมเหตุสมผลกับตัวหนังเอาเสียเลย

นอกจากนี้ยังมีเรื่องของตัวละคร ไนเจล ที่ดูจะถูกลดบทบางจนจางหายออกไป ทั้งที่ในภาคแรกเขาสามารถโดดเด่นด้วยคาแรคเตอร์ ความเป็นคนปากร้ายแต่ใจดี แต่ภาคที่ 2 ตัวละคร ไนเจล เป็นเหมือนเพียงตัวละครสมทบที่คอยซัพพอร์ตอยู่ห่าง ๆ

[Review] The Devil Wears Prada 2 ถ้าเธอเป๊ะ..ฉันก็ต้องเป๊ะ

แต่โดยรวมแล้ว The Devil Wears Prada 2 ยังถือเป็นหนังภาคต่อ ที่ไม่ได้ต้องการทำเพื่อสานต่อหนังระดับตำนาน และเรียกเงินจากฐานผู้ชมเก่าเพียงอย่างเดียว แบบที่หนังยุคใหม่มักจะทำกับหนังภาคเก่าเพื่อมาสานภาคต่อโดยที่บางเรื่องอาจเน้นเพียงแค่ขายความแฟนเซอร์วิส และขาดการดูแลในคุณภาพของตัวบท

แต่ใน เดอะ เดวิล แวร์ส ปราด้า 2 นั้นมีเรื่องราวที่น่าพูดถึง และน่านำมาสานต่อเป็นหนังภาค 2 จริง ๆ และหนังก็สามารถถ่ายทอดเรื่องราวได้ออกมาอย่างลงตัว และร่วมสมัย สอดคล้องกับสภาพสังคมในปัจจุบัน ประกอบกับการนำเอาตัวละครชุดเดิมมาเล่าใหม่อีกครั้ง ก็ดูเป็นการแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของตัวละครจากภาคแรกสู่ภาค 2 อีกด้วย

สามารถติดตามข่าวสารอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ GamerCulture (หนัง)

20th Century Studios

Back to top button

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save