T1 - Netmarble - Year 2026
Seven Knights Re:BIRTH
Support [Netmarble] R1 (Mobile)
หนัง

[Review] Supergirl ไม่คาดหวัง..ไม่ผิดหวัง! เกิดอะไรขึ้นกับหนังใหม่ของ DC

Supergirl พอจะเป็นความหวังให้กับอนาคตของหนัง DC ได้หรือไม่

เขียนโดย Biliebluu

Supergirl หรือ Kara Zor-El หนึ่งในตัวละครฮีโร่หญิงจากฝั่ง DC Comics ที่น่าจับตามองที่สุด หลังจากการปรากฏตัวของเธอครั้งแรกในหนัง Superman (2025) หนังที่ถือเป็นการรีบูทจักรวาลครั้งยิ่งใหญ่ของค่ายหนังฮีโร่อย่าง DC Studio ซึ่งก็ไม่ปล่อยให้รอนาน เพราะ 1 ปีถัดมา พวกเขาก็พร้อมที่จะให้เธอจะได้เฉิดฉายอีกครั้ง ในผลงานหนังเดี่ยวครั้งแรกของตัวเองใน Supergirl (2026)

Supergirl

เพื่อหลายคนยังไม่ทราบ หลังจากที่ผ่านมาสถานการณ์หนังฮีโร่ทางฝั่ง DC Studio หรือที่รู้จักกันคือจักรวาล DCEU อยู่ในระดับวิกฤติ ทั้งเสียงตอบรับของแฟน ๆ และ คำวิจารณ์ที่ไปทางติดลบ ทั้งหนังอย่าง Aquaman (2018), Black Adam (2022), The Flash (2023) และอื่น ๆ อีกมากมายที่ไม่สามารถการันตีความสำเร็จทางรายได้ รวมไปถึงปัญหาภายในองค์กร

จึงนำมาซึ่งการเข้ามาของ James Gunn และ Peter Safran ในฐานะ Co-Ceo หลังจากที่ James Gunn เคยได้รับการยอมรับในผลงานอย่าง The Suicide Squad (2021) ซึ่งสร้างมาตรฐาน และคุณภาพให้กับ DC Studio ไว้ได้ดีกว่าภาคแรกอย่าง Suicide Squad (2016) เสียอีก ก่อนจะปูทางให้เขามามาร่วมสร้างสรรค์ผลงานซีรีย์อย่าง Peacemaker เมื่อปี 2022 เป็นต้นมา

จนในที่สุดทาง DC Studios ก็ได้เริ่มโปรเจกต์การปฏิรูปแนวคิดครั้งยิ่งใหญ่ และวางรากฐานใหม่ในระยะยาว ด้วยการรีบูทจักรวาลจาก DCEU ให้มาเป็น DCU พร้อมเปิดตัวละครแห่งความหวังอย่าง Superman ในภาพลักษณ์สมัยใหม่ บอกลาภาพชายบุรุษเหล็ก และพบกับชายที่เปี่ยมไปด้วยจิตใจอันดีงามที่มีความเป็นมนุษย์เหมือนกับทุกคน รวมไปถึงสุนัขคู่ใจอย่าง Krypto

โดย Superman (2025) ยังคงเป็นผลงานการกำกับของ James Gunn ซึ่งเมื่อหนังออกฉาย ก็ได้รับกระแสวิจารณ์ไปทิศทางที่ดี จึงนับได้ว่าเป็นการประสบความสำเร็จในทางกลุ่มผู้ชม และยังช่วยกอบกู้ความมั่นใจให้กับแฟนหนัง DC ได้อีกครั้ง

Supergirl

อีกหนึ่งความน่าสนใจที่สามารถเรียกเสียงฮือฮาในหนัง Superman (2025) คือการปรากฏตัวช่วงท้ายของหนังอย่าง ซุปเปอร์เกิร์ล ซึ่งถือว่าเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน ที่ทางฝั่ง DC ไม่ได้หยิบยกตัวละครเธอมาใช้เล่าในหนังอย่างจริงจังเสียที ตรงนี้จึงไม่รวมตัวแปรอีกจักรวาลของซุปเปอร์เกิร์ลที่เคยปรากฏตัวใน The Flash (2023)

หรือ การปรากฏตัวเป็นฉบับตัวละครตามซีรีย์ของ DC ตัวละครอย่าง ซุปเปอร์เกิร์ลจึงแทบจะไม่มีบทบาท หรือถูกกล่าวถึง ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่การปรากฏตัวของเธอจะสามารถเรียกเสียงฮือฮาได้ อีกทั้งยังเป็นการเปิดเผยอย่างสาธารณะว่านักแสดงอย่าง Milly Alcock จะมารับบทบาทนำในฐานะ ซุปเปอร์เกิร์ล ภายในจักรวาล DCU ต่อไปในอนาคต

Supergirl

Supergirl (2026) จึงเป็นผลงานลำดับที่ 2 ในจักรวาล DCU ที่จะคงดำเนินเรื่องราวต่อจาก Superman (2025) โดยจะเป็นการเจาะลึกตัวละครของ ซุปเปอร์เกิร์ล หรือ Kara Zor-El ที่ปัจจุบันเธอใช้ชีวิตไปกับการหลงใหลแสงสี ไปจนเครื่องดื่มมึนเมาอย่างไร้จุดหมายในชีวิต ขณะเดียวกันภัยร้ายก็กำลังมาเยือน เมื่อการมาของ Krem ทำให้เจ้าสุนัข Krypto บาดเจ็บสาหัส

ด้วยอาการที่แย่ลง Kara จึงเหลือหนทางเดียว คือการตามล่าล้างแค้น และหายาแก้พิษเพื่อมาช่วยรักษา Krypto ก่อนจะสายเกินไป ซุปเปอร์เกิร์ล ยังเป็นผลงานการกำกับของ Craig Gillespie ผู้กำกับสายดราม่าจากผลงานหลากหลาย อาทิ Lars and the Real Girl (2007), I, Tonya (2017) และ Cruella (2021) เป็นต้น ร่วมด้วยนักแสดง Milly Alcock, Eve Ridley, Jason Momoa, และ Matthias Schoenaerts

[Review] Supergirl ไม่คาดหวัง..ไม่ผิดหวัง! เกิดอะไรขึ้นกับหนังใหม่ของ DC

เชื่อว่าแฟน ๆ หนัง DC หลายคนที่คุ้นชินกับความรู้สึกผิดหวังกับหนัง DC มาอย่างมากมาย ก็คงจะต้องให้ความคาดหวังว่าหนังอย่าง Supergirl (2026) จะสามารถมอบประสบการณ์ได้ใกล้เคียงพอกับหนังอย่าง Superman (2025) หรือไม่ เพราะต้องยอมรับเลยว่า Superman (2025) ถือเป็นหนังฮีโร่ของ DC ที่มีความสดใหม่ และมอบมาตรฐานใหม่ให้กับ DCU

ทั้งภาพจำแบบใหม่ต่อตัวละครอย่าง Superman ความบันเทิง สีสันของตัวหนังที่เป็นงานสไตล์ของ James Gunn ที่สามารถมอบทุกอรรถรส จนพาผู้ชมอิ่มเอมใจ Superman (2025) จึงกลายเป็นหนังที่สร้างความหวังใหม่ให้กับจักรวาล DC พาให้ผู้ชมน่ากลับมาติดตามจักรวาลนี้ แต่กลับกันเมื่อผู้เขียนได้รับชม ซุปเปอร์เกิร์ล แล้ว จึงพบถึงบาดแผลที่ยังคงซ้ำรอยกับความผิดพลาดเดิมของ DC อีกครั้ง

(บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนภายในหนัง)

Supergirl

ซุปเปอร์เกิร์ล เป็นหนังที่พยามจะเจาะลึกถึงตัวตนของ Kara (Milly Alcock) ว่าเบื้องหลังเธอเป็นอย่างไร แน่นอนว่าหนังสามารถปั้นในส่วนภูมิหลังตัวละคร Kara ได้มีความแข็งแรงและน่าสนใจ เพราะเธอนั้นก็ไม่ต่างจากลูกพี่ลูกน้องเธออย่าง Superman หรือ Clark (David Corenswet) ในฐานะบ้านเกิดเดียวกัน ต่างที่เธอนั้นต้องพบกับความเจ็บปวด เมื่อเธอเคยเผชิญกับเหตุการณ์ที่ต้องเห็นการล่มสลายของดาวคริปตอน พร้อมทั้งการสูญเสียของพ่อและแม่อย่างไม่มีวันหวนกลับ

นั่นจึงนำมาซึ่งความโดดเดี่ยวอ้างว้าง แม้เธอจะได้พบ Clark บนโลกในฐานะลูกพี่ลูกน้อง แต่เธอก็ยังคงเชื่อว่าโลกนั้นไม่ใช่บ้านที่แท้จริงของเธอ ในส่วนนี้ผู้เขียนจึงมองว่าเป็นพาร์ทที่หนังสามารถรีดความรู้สึกของตัวละครได้ออกมาดีที่สุด ความดราม่าชีวิตของฮีโร่คนนึงที่ไม่สามารถหลีกพ้นกับความเหงาได้

Supergirl

ในอีกฟากหนึ่ง หนังเลือกที่จะนำเสนอชีวิตอันแสนเศร้าของเด็กสาวอย่าง Ruthye (Eve Ridley) เมื่อครอบครัวของเธอนั้นถูกล้างบางจากการมาเยือนของ Krem (Matthias Schoenaerts) ศัตรูประจำเรื่องที่มีความเป็นโจรสลัดอวกาศ มันคอยชิงทรัพย์และเข่นฆ่าตามความเหี้ยมโหดของมัน นำไปสู่การเดินทางของ Ruthye ในการออกตามล้างแค้น

จนเธอได้มาพบกับ Kara ที่มีจุดประสงค์เดียวกันในที่สุด พาร์ทนี้จึงมีความเป็น Coming of Age ของการเติบโตของเด็กสาวที่เต็มไปด้วยความแค้น และการออกผจญภัย จนนำไปสู่มิตรภาพของสองสาว Kara และ Ruthye

Supergirl

แม้จะดูเป็นพาร์ทที่ให้ความน่ารักในความรวมพลังหญิง แต่หากพูดกันตามตรงแล้ว หนังกลับเลือกที่จะนำเสนอให้ตัวละคร Ruthye มีความมั่นใจเกินตัว จนมีหลายครั้งที่ตัวละครดันพลาดจากความมั่นใจของตัวเอง ทำให้ Ruthye กลายเป็นภาระของ Kara ในระหว่างการร่วมผจญภัย และขาดการควบคุมทางอารมณ์ ชวนสร้างความน่าหงุดหงิดให้แก่ผู้ชม จึงทำให้ตัวละคร Ruthye ไม่สามารถสร้างเสน่ห์มากพอที่จะดึงดูดได้

อีกทั้งมีฉากอันน้อยนิดที่หนังจะมอบให้เห็นลวดลายทักษะการต่อสู้ของเธอ ซึ่งในบทแอคชั่นที่จะง่ายก็กลับทำให้มันง่ายไปเสียอย่างนั้น เช่น ช่วงต้นของหนังเราแทบจะเห็นเพียงการต่อสู้ที่ดูจะไม่เป็นผลของ Ruthye หากไม่ได้การช่วยเหลือของ Kara จนถึงช่วงท้ายเรื่อง Ruthye ก็ดันออกมาโชว์ลวดลายในการจัดการกับเหล่าศัตรูได้อย่างง่ายดาย จนชวนให้คิดว่าเหตุใดตอนช่วงต้นของหนังและท้ายเรื่อง ทักษะของตัวละครดันต่างกันลิบลับ หรือเป็นเพราะคนเขียนตั้งใจเขียนบทช่วยตัวละครกันแน่ จนขาดความต่อเนื่องของตัวละคร

อีกหนึ่งเรื่องคือดาบคู่กายของ Ruthye ที่คาดหวังว่าหนังอาจจะนำมาเป็นไพ่ตาย อาจจะเป็นดาบพิฆาต หรือมีพลังทำลายล้าง จนทำให้ Krem อยากได้มาครอบครอง แต่สุดท้ายหนังก็ไม่มีการเปิดเผยอะไร เป็นเพียงดาบเหล็กธรรมดา จึงยิ่งไม่สร้างความน่าดึงดูดแก่ตัวละคร Ruthye กลายเป็นเหมือนตัวประกอบ มากกว่าจะเป็นตัวละครสมทบคู่กับ Kara

Supergirl

ขณะเดียวกันตัวร้ายหลักของเรื่องอย่าง Krem ที่ดูจะเป็นตัวละครที่น่าสนใจ เขามีความเหี้ยมโหดในระดับไร้ความปราณี มีฉากที่ทำให้เห็นว่าเขาสามารถเลือกที่จะปลิดชีพเด็กสาวลงอย่างไร้ความลังเล ชวนให้นึกถึงตัวร้ายอย่าง Lex Luthor ที่ใช้ปืนลูกโม่ลั่นไกใส่ตัวประกอบต่อหน้า Superman ได้อย่างโหดเหี้ยม

แต่หากจะพูดว่า Krem จะเป็นตัวร้ายที่ดีเทียบเท่ากับ Lex Luthor ก็คงจะไม่ เพราะแม้เขาจะมีทักษะการต่อสู้ ความอึดถึก และเล่ห์เหลี่ยมที่ทำให้รู้ว่าตัวละครนี้ก็ฉลาดเหมือนกัน แต่สุดท้ายบทของเขาก็ถูกเขียนให้ธรรมมะย่อมชนะอธรรม จุดจบของเขาเป็นเพราะการเลือกที่จะต่อสู้กับ ซุปเปอร์เกิร์ล ซึ่งหากพูดตามตรง ตัวละคร Krem จึงแทบไม่ต่างจากวายร้ายเกรดรองที่ไม่ได้มีพลังเวอร์วัง แต่ถูกเขียนเพื่อมาใช้แล้วทิ้งเป็นเหมือนกระสอบทรายให้ ซุปเปอร์เกิร์ล ได้ปลดปล่อยพลังเพียงเท่านั้น

นอกจากนี้ Krem ยังถือเป็นตัวร้ายที่ไม่ได้มีมิติให้น่าติดตาม การปรากฏตัวในแต่ละฉากมีไว้เพียงการโชว์มาดจอมวายร้ายที่แค่เดินไปมา หรือการหยิบอาหารขึ้นมาทานแสดงความเก๋าต่อหน้าเหยื่อ ซึ่งไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าเป็นตัวละครที่น่าจดจำ หรือเป็นวายร้ายที่มีความคู่ควรในการต่อกรกับตัวของ ซุปเปอร์เกิร์ล

Supergirl

การกลับมาของ Jason Momoa หลังจากที่เคยร่วมงานกับ DC Studio ในบทบทาท Aquaman มาแล้ว แม้ผลงานทางด้านคำวิจารณ์ และรายได้จะดูไม่ค่อยดีนัก แต่ Jason Momoa ก็สามารถสร้างภาพจำตัวละครอย่าง Aquaman ได้อย่างน่าประทับใจ

และหลังจากการรีบูทจักรวาลเป็นที่เรียบร้อย จึงเป็นโอกาสอีกครั้งที่เขาจะได้กลับมาร่วมงานกับ DC Studio ด้วยการรับบท Lobo แอนตี้ฮีโร่ปากร้ายที่ทำทุกอย่างเพื่อเงิน และความสะใจโดยไม่สนความผิดชอบชั่วดี จึงแทบเป็นการพลิกบทบาทเดิมจากฮีโร่แห่งท้องสมุทร พิทักษ์บาดาล สู่การเป็นแอนตี้ฮีโร่คนเถื่อน แห่งจักรวาล DCU ก็ว่าได้

Supergirl

ถึงอย่างนั้น บทบาท Lobo ภายในหนัง ซุปเปอร์เกิร์ล ก็พอจะสามารถสร้างฉากที่เรียกเสียงฮือฮาจากการปรากฏตัวแบบเฮฟวีเมทัลสุดเท่ในลุคไบค์เกอร์ รวมถึงมอไซค์คู่ใจ แต่หากมองกันโดยรวม จะพบว่าบทของ Lobo แทบไม่มีผลกับเรื่องราวภายในหนัง ซุปเปอร์เกิร์ล เลยสักนิด นอกจากจะใช้เป็นเพียงตัวละครที่เน้นเข้ามาป่วนระหว่างฉาก เขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำภารกิจ

เพราะความเป็นนักล่าฆ่าหัว จึงไม่อยู่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง Lobo จึงเป็นเพียงตัวละครที่ไม่มีจุดยืนของตัวเอง และขาดมิติที่แค่จุดประสงค์ของเขาคือการตามล่ากลุ่มของ Krem เพียงเพื่อความสะใจ อีกทั้งในช่วงแรกหนังเหมือนมีเกริ่นว่า ซุปเปอร์เกิร์ล พอจะทราบชื่อเสียงความโหดของ Lobo แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะไม่เล่า และสร้างเคมีสองตัวละครระหว่าง Supergirl และ Lobo เป็นเพียงคู่จิกกัดกันไปแค่นั้น จึงเป็นที่น่าเสียดายถึงการแสดงของ Jason Momoa ที่สามารถดึงความเท่ของตัวละคร Lobo ได้ออกมาคล้ายฉบับคอมมิคส์

แต่ตัวบทภาพยนตร์เลือกจะทำให้ตัวละครนี้เป็นเพียงตัวโจ๊กที่เข้ามาสร้างความปั่นป่วน เป็นสีสันแบบตัวประกอบ โดยไม่ได้มีความสำคัญต่อตัวหนังเลยสักนิด

Supergirl

สาเหตุทั้งหมดจึงหนีไม่พ้นที่ตัวบทภาพยนตร์ แม้โดยรวมของหนังจะสามารถสร้างโลกภายในหนัง ซุปเปอร์เกิร์ล ให้มีความเป็นหนังผจญภัยอวกาศ ซึ่งให้กลิ่นอายแบบหนัง Guardian of the Galaxy ของ James Gunn ในฐานะผู้อำนวยการสร้าง แต่กลับต้องมาสะดุด เพราะขาดความน่าสนุกในตัวบท รวมไปถึงพลอตเรื่องที่เดาทางได้ และไม่มีอะไรใหม่

หากผู้ชมที่เคยดูหนังฮีโร่มามากมาย ก็จะคุ้นชินกับสูตรสำเร็จอย่าง Hero’s Journey เมื่อตัวละครเรียนรู้บาดแผล หรือ มีปมในใจที่ต้องการก้าวข้ามจนนำไปสู่การผจญภัย ที่ได้บทเรียนระหว่างทาง ก่อนปิดจบด้วยความเป็นหนังฮีโร่เมื่อธรรมะย่อมชนะอธรรม มันจึงทำให้หนัง ซุปเปอร์เกิร์ล เป็นหนังที่ดูแค่เอาเนื้อเรื่อง หรือเจาะลึกเรื่องราวของ Kara ว่าเธอเป็นใคร หรือจะเรียกได้ว่าเป็นเพียงภาคเสริมของ Superman (2025) ก็คงจะไม่ผิดนัก

[Review] Supergirl ไม่คาดหวัง..ไม่ผิดหวัง! เกิดอะไรขึ้นกับหนังใหม่ของ DC

หากใครที่เคยรับชมผลงานหนังของ Craig Gillespie ก็คงจะทราบว่าเขาผู้กำกับสายดราม่าสู้ชีวิต ที่มักบอกเล่าเรื่องราวความเจ็บปวดผ่านตัวละครผู้หญิง ไม่ว่าจะเป็น  I, Tonya (2017) และ Cruella (2021) แต่กลับกันใน Supergirl แม้ Craig Gillespie จะสามารถขับเคลื่อนความดราม่าชีวิตจากความโดดเดี่ยว และแปลกแยกของ Kara ออกมาได้เข้มข้น แต่ตัวหนังนั้นกลับทำให้ไม่สนุก ผ่านจังหวะของหนัง และงานโปรดักชั่น

มีหลายฉากที่เหมือนจะสนุกแต่ก็ไม่ เช่น ฉากแอคชั่น ที่หนังกลับใช้การเล่าผ่านเสียงเพลงที่ไม่มีความน่าดึงดูด เปรียบเทียบให้เห็นภาพ อย่างฉากการต่อสู้ใน Superman (2025) ของ James Gunn ที่สามารถเลือกเพลงประกอบระหว่างฉากแอคชั่น รวมถึงสกอร์ได้อย่างถูกต้อง สร้างความอิมแพค ฮึกเฮิมให้กับคนดู แต่ไม่ใช่กับหนังอย่าง Supergirl มีหลายฉากที่ดูให้ความรู้สึกธรรมดา และดูไม่ได้เข้มข้นอย่างจริงจัง จนบางครั้งตั้งคำถามว่า นี่สู้กันเสร็จแล้วหรือ?

[Review] Supergirl ไม่คาดหวัง..ไม่ผิดหวัง! เกิดอะไรขึ้นกับหนังใหม่ของ DC

ฉากการต่อสู้บางฉากเลือกจะใช้การเล่าผ่านมุมมองของ Ruthye ที่กำลังเห็น ซุปเปอร์เกิร์ล ต่อสู้กับเหล่าวายร้ายอย่างสโลว์โมชั่น และเป็นเพียงฉากหลังที่ไม่ได้เห็นภาพชัดเจน ทั้งที่หนังควรจะแยกการถ่ายฉากแอคชั่นที่เจาะจงเพียงตัวละคร ซุปเปอร์เกิร์ล ให้ออกมาเด่นคนเดียว จึงน่าแปลกใจที่มีหลายฉากกลับเลือกที่ใช้มุมมองของตัวละคร Ruthye แม้จะเป็นการถ่ายที่ทำให้ดูเท่ แต่มันทำก็ทำให้รู้สึกว่าไม่ได้เข้าถึงตัวละคร ซุปเปอร์เกิร์ล อย่างที่ควรจะเป็น

ดังนั้นหากเทียบความแอคชั่นระหว่าง Superman (2025) และ Supergirl (2026) กลับกลายเป็น Superman (2025) สามารถสร้างฉากแอคชั่นได้ออกมาเหนือกว่าอย่างมาก นอกจากนี้ยังมีข้อสังเกตุที่หนังมักจะเลือกจะใช้ตัวละครผู้หญิงให้ออกมามีบทมากกว่าผู้ชายจนดูแปลก ทั้งกลุ่มตัวประกอบโจรสลัดที่เป็นเอเลี่ยนเพศหญิง, เอเลี่ยนหมอเพศหญิงที่รักษา Krypto, กลุ่มเจ้าสาวที่ถูกจับเป็นเชลยให้กับพวกของ Krem จนไปถึงลูกสาวของชาวบ้านที่ ซุปเปอร์เกิร์ล ไม่สามารถยื้อชีวิตได้

[Review] Supergirl ไม่คาดหวัง..ไม่ผิดหวัง! เกิดอะไรขึ้นกับหนังใหม่ของ DC

Supergirl จึงอาจเป็นอีก 1 ผลงานที่น่าผิดหวังของแฟน DC อีกครั้ง แม้ Milly Alcock จะสามารถสอบผ่านในบทบาทของ ซุปเปอร์เกิร์ล การแสดงของเธอสร้างความน่าประทับใจ และมีสีสันได้จนเป็นภาพจำให้กับตัวละคร แต่หนังกลับตกม้าตายในส่วนของความสนุก ที่ไม่สามารถชูบท และการแสดงของ Milly Alcock ให้ออกมาเด่นอย่างสมศักดิ์ศรี

วายร้ายที่เธอเผชิญเป็นเพียงวายร้ายเกรดรองที่ไม่ได้อยู่ระดับภัยร้าย และไม่คู่ควรต่อการเป็นคู่ปรับของเธอเลยเสียนิด รวมไปถึงบทภาพยนตร์ที่ไร้ซึ่งความสนุก แม้จะเป็นหนัง 108 นาที แต่มีหลายจังหวะที่ทำให้ดูยืดยาวออกไปอย่างไม่จำเป็น และหากผู้ชมที่คาดหวังกับตัวละครสุนัข Krypto ยิ่งผิดหวังไปกว่าเดิม เมื่อน้องโผล่มามีส่วนร่วมในหนังเพียงต้นเรื่อง และท้ายเรื่องเพียงเท่านั้น

ดังนั้น จึงน่าเสียดายที่หนังลำดับที่ 2 ของ DCU กลับต้องมาซ้ำรอยแผลเก่า จึงอาจต้องลุ้นกันต่อในช่วงปี 2027 ว่า DC Studio จะยังสามารถกอบกู้ชื่อเสียงของหนังฮีโร่ DC ได้อยู่อีกหรือไม่ เพราะ Supergirl ยังคงจะมีบทบาทอีกครั้งในหนัง Man of Tomorrow ซึ่งเป็นผลงานการกำกับของ James Gunn เช่นเคย

สามารถติดตามข่าวสารอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ Gamerculture (หนัง)

Back to top button

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save