นี่มันคนดี! A-Train จากตัวละครสุดเกลียดใน The Boys สู่เส้นทางฮีโร่ที่ทุกคนต้องให้อภัย
พาย้อนรอยวีรกรรมชายที่เร็วสุดในโลกพร้อมบทสรุปที่น่าจดจำ

เขียนโดย Biliebluu
ซีรีย์ The Boys ได้ดำเนินเรื่องราวมาใกล้บทสรุปสุดท้ายในซีซั่นที่ 5 แน่นอนว่าบทสรุปครั้งนี้ย่อมต้องมีการเสียสละ และหนึ่งในตัวละครที่น่าจับตามองคงหนีไม่พ้นกับเจ้าแห่งความเร็วอย่าง A-Train
เพราะอะไรฮีโร่ที่ดูขี้ขลาดไม่เอาไหนอย่างเขา ถึงเริ่มกลายเป็นที่รักและได้ใจของแฟนซีรีย์มากขึ้น พร้อมพาผู้อ่านไปย้อนรอยวีรกรรมสุดแสบ และสำรวจจิตใจของเขาที่ยังหลงเหลือความเป็นมนุษย์

(บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนในซีรีย์ The Boys)
A Train รับบทโดย Jessie T. Usher ตัวละครสายความเร็ว เขาสามารถใช้ความเร็วในการเคลื่อนที่ได้เร็วกว่าความเร็วเสียง และมีความแข็งแร็งทนทานเหนือมนุษย์ทั่วไป หากจะให้นึกภาพฮีโร่ตัวนี้ ก็มีความคล้ายคลึงกับฮีโร่อย่าง The Flash ของ DC หรือ Quicksilver ของ Marvel
แม้จะมีพลังเหนือมนุษย์แต่ A-Train ยังไม่นับว่าเป็นฮีโร่มากนัก เพราะด้วยนิสัยหยิ่งผยอง ไร้ความรับผิดชอบ เขามีปัญหาเรื่องการใช้สารเสพติดจากสาร Compound V ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เขามีพลังได้อย่างมหาศาล ไปจนความหลงตัวเองด้วยชื่อเสียง “ชายที่เร็วที่สุดในโลก” จึงทำให้เขากลัวการถูกแทนที่จากฮีโร่สายความเร็วคนอื่น เขาจึงพร้อมทำทุกอย่างโดยไม่สนความถูกต้อง
ช่วงแรกของซีรีย์ ตัวละคร A-Train ถือว่ามีความสำคัญต่อเนื้อเรื่องมาก เพราะในช่วงเปิดตอนแรกนั้น A-Train ได้ทำการวิ่งชนร่าง Robin แฟนสาวของ Hughie จนเสียชีวิต จากการใช้สารเสพติดจนควบคุมพลังไม่อยู่ รวมถึงปฏิเสธความประมาทของตนเอง และโยนความผิดให้กับ Robin ที่ไม่ระมัดระวัง
เรียกได้ว่าแค่เปิดตัวละครนี้มา ก็น่าจะสร้างความฉุนเฉียวให้กับผู้ชมไม่น้อย และนั่นจึงเป็นจุดชนวนเหตุที่ทำให้ Hughie เข้าร่วมกลุ่ม The Boys เพื่อล่าและสั่งสอนซุปส์ทุกคนที่ไร้ศีลธรรม

วีรกรรมของ A-Train ยังไม่หยุดเพียงแค่นั้น เขายังเลือกที่จะสังหารแฟนสาวของตัวเองเพื่อปกปิดเรื่องที่เขาใช้สารเสพติด และแสดงความจงรักภักดีต่อ Vought ในการที่จะจัดการกับทีม The Boys
แต่ในระหว่างการเผชิญหน้ากันนั้น A-Train ที่ดูเหมือนเป็นฝ่ายได้เปรียบจากพลังมหาศาลกลับพลาดท่า เมื่อเขาเกิดอาการหัวใจกำเริบจากการใช้สารเสพติดมากเกินไป และเกือบหัวใจล้มเหลว แต่ Hughie ก็เลือกที่จะช่วยชีวิตเขา จนทำให้ตัวละครนี้รอด และได้สานบทบาทต่อในซีซั่นถัดไป
แม้เขาจะรอดชีวิตจากการปะทะกับกลุ่ม เดอะ บอยส์ มาได้ แต่ก็กลายเป็นภาพลัษณ์ในแง่ลบ และความไม่น่าเชื่อถือต่อ Vought ด้วยร่างกายที่พังไม่เป็นท่า จนเสียสมรรถภาพการวิ่งไป ขณะเดียวกันก็เริ่มมีฮีโร่สายความเร็วอีกหนึ่งอย่าง Shockwave เข้ามาแทนที่เขา
นั่นจึงยิ่งทำให้เขาสูญเสียตำแหน่ง และต้องการที่จะกลับเข้ากลุ่ม The Seven ให้เร็วที่สุดเพื่อทวงคืนชื่อเสียงเดิมของเขากลับมา

โชคดันเข้าข้าง เมื่อมีเหตุการณ์ปั่นป่วนในรัฐสภาทำให้ Shockwave เสียชีวิต จนเขาได้กลับเข้ามาสู่ The Seven อีกครั้ง แม้การกลับเข้าทีมในครั้งนี้จะเป็นสิ่งที่เขาใฝ่ฝันตลอด แต่สถานการณ์ในทีมกลับไม่เป็นดั่งใจ
เพราะด้วยภาพลักษณ์ในแง่ลบ จึงมีหลายครั้งที่เขาไม่ได้รับการเคารพจากสมาชิกในทีม ไปจนถึงตัว Homelander ที่ชอบมักกลั่นแกล้งดูถูกเขา จึงยิ่งทำให้ A-Train พร้อมที่จะอุทิศตัว ทำทุกอย่างเพื่อให้ได้รับการยอมรับ และความมั่นคงในหน้าที่ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการที่เขาเลือกที่จะนำข่าวลับไปฟ้องกับ Homelander เรื่องที่ Supersonic มีส่วนเกี่ยวข้องกับ Starlight
และมีแผนที่จะโค่นล้ม พร้อมชักจูงให้ A-Train เข้าร่วม จนทำให้ Supersonic ถูก Homelander จัดการ เพราะความปากโป้งจากความขี้ขลาดเห็นแก่ตัวของ A-Train เอง
จากวีรกรรมสุดแสบที่กล่าวมาข้างต้น เริ่มนำมาซึ่งบทเรียนชีวิตครั้งสำคัญ เมื่อ Blue Hawk ฮีโร่ที่เหยียดผิวเกิดการทำร้ายชุมชนคนผิวสี เหตุการณ์ครั้งนั้นส่งผลให้พี่ชายของ A-Train ได้รับลูกหลงไปด้วย จนทำให้พี่ชายของเขาไม่สามารถเดินได้อีกต่อไป
แม้เขาจะเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นแต่เขาไม่สามารถปกป้องพี่ชายและเรียกร้องอะไรไม่ได้เลย ก่อนนำไปสู่ความแค้นเมื่อความเจ็บปวดนั้นเกินทน เขาได้ลงมือฆ่า Blue Hawk ก่อนที่เขาจะหมดสติจากหัวใจที่หยุดเต้น ซ้ำร้ายเมื่อตื่นขึ้นเขาได้พบว่าหัวใจของเขาได้ถูกแทนที่ด้วยหัวใจของ Blue Hawk ซึ่งกลายเป็นตราบาปติดตัวเขาตลอดไป

จุดเปลี่ยนของ A-Train เริ่มมีความเป็นมนุษย์มากขี้น จากคำพูดของพี่ชาย ที่ทำให้เขาเริ่มมองหาความหมายที่แท้จริงของการเป็นฮีโร่ ที่มิใช่แค่เป็นผลิตภัณฑ์สินค้าหรือพรีเซนเตอร์ที่คอยออกหน้าเชิดฉายต่อสื่อ
อีกทั้งการกระทำของกลุ่ม The Seven ที่เริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จากอารมณ์และความบ้าอำนาจของ Homelander ก็ทำให้ A-Train ทนไม่ไหว เขาเริ่มกลับตัว และส่งข้อมูลลับ ๆ ของ Vought ไปจนถึงสาร Compound V ให้กับกลุ่ม The Boys
และเมื่อเขามีโอกาส A-Train ได้เปิดใจคุยกับ Hughie รวมถึงแสดงความรู้สึกผิดต่อเหตุการณ์ในอดีตที่เกิดขึ้นกับ Robin จุดนี้จึงถือว่าเป็นพัฒนาการทางบทที่ดีมากสำหรับตัวละคร A-Train หลังจากที่ผ่านมาเขาไม่เคยปฏิบัติตัวได้สมกับคำว่าฮีโร่เลย แต่กลายเป็นว่าครั้งนี้เขาเลือกที่จะแสดงความขอโทษอย่างจริงใจ
เป็นเหตุที่ทำให้ผู้ชมหลายคนเริ่มเปิดใจ เพราะแท้จริง A-Train ก็ไม่ใช่คนชั่วร้าย แต่เขาเป็นเพียงเหยื่อของระบบที่ถูกกดขี่ให้ทำเรื่องร้าย ๆ เพื่อชื่อเสียงและความมั่นคงเพียงเท่านั้น

ในช่วงซีซั่นที่ 4 มีหลายเหตุการณ์ที่ A-Train เริ่มมีส่วนร่วมกับ เดอะ บอยส์ ทั้งเต็มใจและไม่เต็มใจ เช่น การปรากฏตัวเข้ามาช่วยเหลือกลุ่ม เดอะ บอยส์ หลังถูกลอบโจมตีจาก The Deep และ Black Noir
ซึ่งถือเป็นฉากแอคชั่นครั้งแรก ระหว่าง A-Train และ The Deep อีกทั้งยังทำให้ The Deep รู้อีกว่า A-Train คือหนอนบ่อนไส้ของ The Seven เรียกได้ว่าเอาใจแฟนซีรีส์ไปเต็ม ๆ จากการปรากฏตัวช่วยเหลือในครั้งนี้
เส้นทางการไถ่บาปจากความผิดในอดีตที่เคยก่อ (Redemption Arc) เริ่มเกิดบ่อยขึ้น และฉากสำคัญที่ผู้เขียนคงพูดถึงไม่ได้ และมองว่าเป็นจุดที่ทำให้ A-Train ก้าวเข้าสู่บทบาทฮีโร่แบบเต็มตัว คือเหตุการณ์ที่เขาต้องช่วยเหลือ MM หลังการหมดสติระหว่างทำภารกิจ แม้เขาจะไม่เต็มใจมากนัก แต่เขาก็ยอมที่จะทำเพื่อลูกสาวของ MM
เมื่อ A Train นำร่าง MM มาถึงโรงพยาบาล เขาได้พบเด็กน้อยที่เห็นเหตุการณ์ เด็กน้อยค่อย ๆ แสดงรอยยิ้มราวกับภูมิใจที่ได้เห็น A-Train ในฐานะฮีโร่ รอยยิ้มนั้นได้สร้างความทรงจำที่ดีให้กับเขา และเป็นแรงผลักดันที่ช่วยให้ A-Train กลับมาคิดถึงเส้นทางการเป็นคนดีอีกครั้ง
ฉากนี้ทำออกมาได้ดีมาก เพราะไม่มีบทพูดใด ๆ เป็นเพียงการโต้ตอบกันผ่านรอยยิ้มของเด็กน้อยที่เห็นเหตุการณ์ และ A-Train ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาตัวละครที่เริ่มน่าเอาใจช่วย

บทสรุปสุดท้ายของ A-Train ได้มาถึงในซีซั่นที่ 5 เมื่อภารกิจการช่วยเหลือ Hughie จากค่ายกักกันของ The Boys ไม่เป็นไปตามแผน เพราะการปรากฏตัวของ Homelander และในจังหวะที่ Hughie กำลังจะถูกจัดการ สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อ A-Train ได้ใช้ความเร็วมาปรากฏตัวที่ค่ายกักกัน พร้อมใช้ความเร็วสูงของตัวเองในการช่วยเหลือทีม The Boys และ Hughie ได้แบบฉิวเฉียดราวกับหยุดเวลา
ฉากนี้ชวนให้ความรู้สึกเหมือนชมฉากแหกคุกของ Quicksilver ใน X-Men: Days of Future Past ไม่น้อย แม้เขาจะสามารถช่วยเหลือทุกคน แต่เขาก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงชะตาได้ เมื่อ Homelander รู้ว่าเป็นฝีมือของ A-Train หนึ่งในสมาชิกของ The Seven
การไล่ล่าของสองความเร็วจึงได้เกิดขึ้น A-Train ใช้ความเร็วในการวิ่งหลอกล่อเพื่อให้ Homelander ออกห่างจากกลุ่ม The Boys ขณะเดียวกันฉากนี้ก็แสดงให้เห็นถึงความเร็วของ Homelander ที่บินไล่ตาม A-Train อย่างสูสี
และในที่สุดจุดตัดสินใจครั้งสำคัญก็มาถึง เมื่อมีหญิงสาวที่กำลังเดินคุยโทรศัพท์อยู่บริเวณริมฟุตบาท วินาทีที่ A-Train มีโอกาสวิ่งผ่าน และอาจชนร่างของหญิงสาวเสียชีวิต เขากลับเลือกที่จะวิ่งหลบเพื่อไม่ให้เขาทำผิดพลาดจากสิ่งที่เคยทำไว้กับ Robin ในซีซั่น 1 ก่อนจะเสียหลักล้มลงในป่าอันห่างไกล
หลังจาก Homelander ได้ตามมาถึง เขาจึงพูดเยาะเย้ยใส่ A-Train แต่ในครั้งนี้ A-Train ไร้ซึ่งความกลัว เขาหัวเราะราวกับ Homelander เป็นเพียงตัวตลก พร้อมสบถถึงเขาว่า หาก Homelander ไม่มีพลังอันยิ่งใหญ่ เขาก็แทบไม่มีอะไรเลย ก่อนที่ Homelander จะจัดการ A-Train ด้วยการหักคอเขาจนเสียชีวิต เป็นการปิดฉากบทสรุปตัวละครที่มีการพัฒนาการทางบทแบบก้าวกระโดด
เส้นทางของตัวละคร A-Train นั้นอาจเปิดตัวมาได้ไม่ดีนัก เรียกได้เข้าขั้นเป็นวายร้ายประจำซีซั่น 1 แต่แท้จริงแล้ว A-Train เป็นเพียงคนธรรมดา ที่เลือกจะละทิ้งความถูกต้อง และมองหาสปอตไลท์ที่เขาจะได้เฉิดฉายอย่างเต็มตัว
เขาเป็นแค่คนที่หลงใหลในชื่อเสียง แต่ในขณะเดียวกันตัวละครนี้ก็สะท้อนให้เห็นถึงการเป็นเหยื่อในระบบที่ถูกกัดกินตัวตน หากเขาไม่ทำก็จะได้รับการดูถูก เหยียดหยาม หรือการถูกแทนที่ ในขณะเดียวกันเขาก็มีโลกอีกใบก็คือครอบครัว เขาเป็นคนที่รักพี่ชายและหลานมาก แต่เขากลับคิดช้าไปเสียหน่อย
เพราะกว่าจะดึงสติกลับจากคำพูดของพี่ชายมาได้ ก็แทบเข้าซีซั่น 4 แล้ว แต่ไม่มีคำว่าสายสำหรับการเปลี่ยนแปลง เพราะมีหลายเหตุการณ์ที่เขาก็พิสูจน์ให้เห็นว่าเขาเองก็เป็นฮีโร่ได้ องค์ประกอบหลายอย่างในบทเริ่มทำงาน และนั่นจึงเริ่มพาให้ผู้ชมเปิดใจให้กับอดีตวายร้ายคนนี้ ที่จะได้ทำหน้าที่ในฐานะฮีโร่แบบแท้จริงเสียที
สามารถติดตามข่าวสารอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ GamerCulture (หนัง)







