เอลลี่ในซีรีย์บอกคนบ่น The Last of Us “ไม่ชอบ? ไปเล่นเกมเอาเอง”
นักแสดงสาวเผยพยายามหลีกเลี่ยงกระแสดราม่าซีซั่น 2 พร้อมชวนคนเบื่อซีรีส์กลับไปสัมผัสประสบการณ์ในเกม

หลังจบซีซั่น 2 ของ The Last of Us ที่ HBO Max เสียงวิจารณ์จากแฟนๆ ชุดใหญ่ก็เริ่มดังขึ้นมาอีกครั้ง แต่สำหรับ Bella Ramsey (ผู้รับบทเอลลี่ในเวอร์ชันซีรีส์) ดูเหมือนจะไม่อยากเสียเวลามานั่งอ่านหรือโต้ตอบเท่าไร

เธอให้สัมภาษณ์ในพอดแคสต์ The Awardist ว่าตน “พยายามหลีกเลี่ยงกระแสด้านลบให้มากที่สุด” เพราะซีรีส์ฉายไปแล้ว ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงได้ และมองว่าความเห็นของคนอื่นไม่ส่งผลต่อทิศทางของเรื่อง เธอจึงไม่ค่อยเข้าไปอ่านคอมเมนต์หรือดราม่าต่างๆ
สำหรับคนที่ออกมาตำหนิหนักๆ ว่าซีซั่นที่ผ่านมาดัดแปลงเนื้อหาเกมมากเกินไป แรมซีย์ก็มีคำตอบแบบตรงๆ ว่า “ถ้าคุณไม่ชอบขนาดนั้น เกมก็ยังมีอยู่ กลับไปเล่นเกมได้นะ” เธอมองว่าซีรีส์กับเกมเป็นสื่อที่แยกกัน คนดูไม่จำเป็นต้องรับชมซีรีส์ถ้ามันไม่ใช่แนวคุณ
สาเหตุที่แฟนบางกลุ่มไม่พอใจมีหลายอย่าง ตั้งแต่การเปลี่ยนฉากสำคัญให้การฆ่าของเอลลี่ในเกมกลายเป็น “อุบัติเหตุ” ในซีรีส์ จนดราม่าว่าเนื้อเรื่องพยายามทำให้ผู้ชมสงสารเอลลี่มากเกินไป อีกประเด็นคือการประกาศว่าซีซั่น 3 จะโฟกัสที่แอ็บบี้ (รับบทโดย Kaitlyn Dever) โดยมี Craig Mazin รับหน้าที่โชว์รันเนอร์คนเดียว หลัง Neil Druckmann ผู้สร้างเกมต้นฉบับถอนตัว. ตัวละครแอ็บบี้เป็นหนึ่งในตัวร้ายที่ชาวเกมเมอร์ไม่ชอบ เพราะเธอฆ่าโจเอลในซีซั่น 2 และเกมภาคสอง.

ครั้งนี้ Mazin ก็ออกมาชี้แจงกระแส “ทำไมต้องฆ่า Pedro Pascal?” ด้วยความตลกขบขันว่า “เราก็แค่ทำตามที่เกมทำ ทุกคนโกรธกันใหญ่ แต่เราก็รักที่จะทำแบบนั้น มันสนุกดี” และย้ำว่าตัวนักแสดงยังมีชีวิตอยู่ ไม่ได้ตายจริง
สำหรับคนที่ยังไม่อินกับซีรีส์ แรมซีย์และทีมงานบอกว่าทางเลือกง่าย ๆ คือกลับไปเล่นเกมภาคแรกหรือภาคสองที่ยังอยู่กับพวกเรา ในขณะที่แฟนที่อยากรู้ว่าซีรีส์จะเล่าเรื่องแอ็บบี้อย่างไร คงต้องรอกันยาวๆ เพราะซีซั่น 3 มีคิวฉายประมาณปี 2027 และ Mazin บอกว่าจะเป็นซีซั่นที่ยาวที่สุดของ The Last of Us

เรื่องราวนี้จึงสะท้อนว่าทีมงานไม่ได้สนใจที่จะตามใจเสียงวิจารณ์ทุกราย พวกเขาทำงานตามวิสัยทัศน์ของตัวเอง และแรมซีย์ก็ยังชวนให้คนดูที่ไม่พอใจไปสัมผัสประสบการณ์แบบต้นฉบับในเกมแทน – ใครว่าซีรีส์เปลี่ยนเยอะไป เกมก็ยังรอคุณอยู่เสมอ!
ติดตามข่าวสารอื่น ๆ เกี่ยวกับภาพยนตร์ได้ที่ GamerCulture