ทีเซอร์แรก LOTR: THE HUNT FOR GOLLUM พาผู้ชมกลับสู่มิดเดิลเอิร์ธ
พร้อมยืนยันเปิดกล้องอย่างเป็นทางการ และเตรียมเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ปลายปี 2027

แฟน ๆ จักรวาล The Lord of the Rings ได้เวลาหวนคืนสู่มิดเดิลเอิร์ธอีกครั้ง เมื่อ Warner Bros. Pictures ปล่อยทีเซอร์แรกของ The Lord of the Rings: The Hunt for Gollum (เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์: การตามล่ากอลลัม) ออกมาอย่างเป็นทางการ
พร้อมประกาศว่าโปรเจกต์ได้เริ่มต้นการถ่ายทำแล้ว และมีกำหนดเข้าฉายในโรงภาพยนตร์วันที่ 17 ธันวาคม 2027
ทีเซอร์สั้น ๆ แต่ปลุกความคิดถึงมิดเดิลเอิร์ธ
แม้จะยังไม่ใช่ตัวอย่างเต็มรูปแบบ แต่คลิปความยาวไม่ถึงนาทีได้เผยให้เห็นบรรยากาศของกองถ่าย การกลับมาสวมชุดโมชั่นแคปเจอร์ของ Andy Serkis พร้อมภาพบางส่วนที่ชวนให้นึกถึงโลกแห่งมิดเดิลเอิร์ธในยุคของภาพยนตร์ไตรภาคเดิม
ท้ายคลิปยังยืนยันอย่างชัดเจนว่า The Hunt for Gollum ได้เข้าสู่กระบวนการถ่ายทำอย่างเป็นทางการ พร้อมปิดท้ายด้วยวันฉาย 17 ธันวาคม 2027 ซึ่งถือเป็นการนับถอยหลังสู่การกลับมาของแฟรนไชส์ไลฟ์แอ็กชันในรอบหลายปี
เรื่องราวที่โฟกัส “กอลลัม” ก่อนมหาสงครามแห่งแหวน
ภาพยนตร์เรื่องนี้จะเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาก่อนเรื่องราวของ The Lord of the Rings: The Fellowship of the Ring โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ภารกิจตามล่า กอลลัม (Gollum) หลังพ่อมด แกนดัล์ฟ เริ่มตระหนักว่ากอลลัมอาจเป็นกุญแจสำคัญที่เชื่อมโยงไปถึงแหวนเอกและเซารอน

นอกจากจะกลับมารับบท Gollum/Sméagol อีกครั้งแล้ว Andy Serkis ยังรับหน้าที่ผู้กำกับภาพยนตร์ด้วย ขณะที่ Peter Jackson, Fran Walsh และ Philippa Boyens ทีมผู้อยู่เบื้องหลังไตรภาคระดับตำนาน กลับมารับหน้าที่โปรดิวเซอร์และร่วมพัฒนาบทภาพยนตร์ เพื่อสานต่อโลกของโทลคีนในฉบับภาพยนตร์
การกลับมาของแฟรนไชส์ระดับตำนาน
หลังจากภาพยนตร์ไลฟ์แอ็กชันชุดล่าสุดของจักรวาลนี้สิ้นสุดลงกับ The Hobbit ในปี 2014 การมาของ The Hunt for Gollum ถือเป็นการเปิดศักราชใหม่ของภาพยนตร์ The Lord of the Rings บนจอใหญ่ โดย Warner Bros. และ New Line Cinema วางแผนให้เป็นจุดเริ่มต้นของโปรเจกต์ภาพยนตร์มิดเดิลเอิร์ธชุดใหม่ในอนาคต
แม้รายละเอียดของเนื้อเรื่องจะยังถูกเก็บเป็นความลับ แต่เพียงทีเซอร์เปิดกล้องก็เพียงพอที่จะสร้างความตื่นเต้นให้กับแฟน ๆ ที่รอการกลับมาของโลกแฟนตาซีอันยิ่งใหญ่แห่งนี้
สามารถติดตามข่าวสารอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ Gamerculture (หนัง)
ที่มา – Variety






