Batman Beyond “เราคือใคร เมื่อเราต้องใช้ชีวิตใต้เงาของใครอีกคน”
อนิเมชั่นที่มีมาตั้งแต่ปี 1999 เรื่องนี้ไม่เคยล้าสมัย เพราะไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปแค่ไหน สิ่งที่ยากที่สุดก็ยังคงเป็นการเข้าใจตัวเอง

เขียนโดย เต่ากัดยาง
เงาของค้างคาว การเติบโต ตัวตน และคำสาปของการเป็น Batman เมื่อพันธุกรรมอาจกำหนดจุดเริ่มต้น แต่การเลือกเท่านั้นที่กำหนดตัวตนของ Terry McGinnis ใน Batman Beyond
ในเรื่องราวของ แบทแมน บียอนด์ ความมืดของเมืองก็อตแธมไม่ได้มืดเพราะอาชญากรรมเพียงเท่านั้น แต่มันมืดเพราะ “เงา” ที่ไม่ใช่แค่เงาจากแสงนีออนสีฉูดฉาด แต่มันคือเงาของอดีตของฮีโร่ผู้ยิ่งใหญ่ที่ไม่มีใครแทนที่ได้อย่าง Bruce Wayne และเงานั้นเองที่กลายเป็นภาระอันหนักอึ้งของเด็กหนุ่ม Terry McGinnis
หากใครเคยดู Batman Beyond คงจะมีความรู้สึกเหมือนกันว่า Terry McGinnis มันมีกลิ่นอายของ Spider-Man อยู่พอสมควรในด้านอารมณ์ขันจิกกัด การต้องแบบรับหน้าที่ความรับผิดชอบ โดยที่ตนเองไม่ได้ต้องการแต่แรก Terry ไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นฮีโร่ เขาไม่ได้ร่ำรวย ไม่ได้ถูกฝึกมาตั้งแต่เด็ก และไม่ได้มีอุดมการณ์ที่ชัดเจนแบบ Bruce Wayne สิ่งเดียวที่เขามีคือ “ความโกรธ” จากการสูญเสียพ่อ คล้ายกับการเสียลุง Ben ของ Spider-Man

Terry McGinnis ได้เป็นแบทแมน ด้วยความบังเอิญที่ได้รู้ทางลับเข้าสู่ถ้ำค้างคาวหลังจากช่วย Bruce Wayne วัยชราที่บาดเจ็บหลังพยายามขับไล่แก๊ง Joker ที่มาทำร้าย Terry เมื่อเขาได้ล่วงรู้ความลับของชายชราผู้นี้เขาจึงสวมชุดแบทแมน และออกไปจัดการคนร้ายด้วยความรู้สึกว่าโลกนี้ไม่ยุติธรรม แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ เรื่องราวไม่ได้สอนให้เขาทิ้งความโกรธไป หากแต่สอนให้เขา “อยู่กับมันอย่างมีสติ”

เมื่อ Bruce Wayne รู้ว่าชุดเขาถูกขโมยเขาจึงทดสอบ Terry แทนที่จะห้ามปรามเพราะเขารู้ว่าเด็กหนุ่มที่กระทำการใดด้วยความโกรธแค้นคงไม่มีอะไรมาหยุดยั้งได้ เฉกเช่นเดียวกับตัวเขาในอดีต Bruce Wayne เข้าใจดีว่าความโกรธไม่ใช่ศัตรูของมนุษย์ มันคือพลังดิบที่รอการตีความ หากปล่อยให้มันควบคุมเรา มันจะเปลี่ยนเราให้กลายเป็นสิ่งที่เราเกลียด แต่ถ้าเราเข้าใจมัน เราสามารถเปลี่ยนมันให้เป็นแรงผลักดันได้
หลังจากการที่ Bruce Wayne ตัดสินใจส่งต่อหน้าที่อิศวินแห่งรัติกาลให้เด็กหนุ่มแล้ว ตัว Terry ที่ได้รับหน้าที่นี้ก็ค่อย ๆ เรียนรู้ สิ่งต่างๆมากมายแต่หนึ่งในนั้นไม่ใช่การดับไฟในใจ แต่เป็นการควบคุมเปลวไฟนั้นไม่ให้เผาผลาญตัวเอง ทว่า แบทแมน เป็นตัวตนที่มาพร้อมกับคำสาป
เขาถูกท้าทายโดยศัตรูเก่าของ Bruce Wayne อยู่บ่อยครั้งไม่ว่าจะเป็น Joker, Talia Al Ghull รวมถึง Mr.Freeze การเป็นแบทแมน เลยเหมือนทำให้ Terry ต้องจัดการปัญหาที่ค้างคาของ Bruce Wayne และบ่อยครั้งที่มันทำให้เขาตั้งคำถามกับศีลธรรมของตัวเองเช่นเหตุการณ์ที่เขาไปตกหลุมรักวายร้าย ซึ่งก็คล้ายกับการที่ Bruce Wayne หลงรัก Cat Woman (Selina Kyle) ราวกับเป็นจุดร่วมที่มีชื่อเรียกว่า คำสาป

นั่นทำให้ Terry McGinnis มีความรู้สึกว่าเขาเป็นเหมือนตัวแทนของ Bruce Wayne เขารู้สึกว่าเขากำลังทับรอยคนอื่น รู้สึกอยู่ใต้เงาของ Bruce Wayne ไม่ต่างอะไรกับ Robin และ Bat Family คนอื่นๆ เขาไม่ใช่ Terry McGinnis ที่เป็นแบทแมน แต่เหมือนมาทำงานแทนแบทแมน คนเก่า Terry เบื่อที่จะต้องทำภารกิจตามสั่งทุกครั้งที่ออกไปปฏิบัติการ Bruce จะคอยมองเขาผ่านกล้องและพูดอยู่ข้างหูราวกับเด็กเกาะเบาะในร้านเกม

นานวันเข้าความทุกข์ของการ “อยู่ใต้เงาของใครสักคน” ไม่ได้เจ็บปวดแบบมีแผลให้เห็น แต่มันเป็นความรู้สึกเงียบ ๆ ที่ค่อย ๆ กัดกินตัวตนเราไปทีละนิด ถ้าได้ติดตามเรื่อง Batman Beyond ทั้งจากอนิเมชั่นและหนังสือการ์ตูนเราจะเห็นภาพนี้ชัดมากในตัวของ Terry McGinnis ที่ต้องใช้ชีวิตภายใต้เงาของ Bruce Wayne ชายที่ “สมบูรณ์แบบเกินไป” เมื่อมีใครบางคนยิ่งใหญ่จนกลายเป็นมาตรฐาน
ทุกการกระทำของคุณจะถูกเปรียบเทียบโดยอัตโนมัติ
ไม่ว่าคุณจะทำดีแค่ไหนเสียงในหัวจะยังถามว่า“มันดีพอเท่าเขาหรือยัง?”

แต่สิ่งที่ทำให้ Terry McGinnis แตกต่างจาก Bat Family คนอื่นๆคือ เขาไม่ได้หนีจากเงาของชายผู้เป็นตำนานแต่คือการ “ยืนอยู่ในเงานั้น” แล้วค่อย ๆ สร้างแสงของตัวเอง เขายังคงเป็นแบทแมนต่อไปไม่หนีจากมัน ไม่หนีจาก Bruce Wayne
แม้ในตอน Epilogue ของ Justice League Unlimited จะมีการเฉลยว่า Terry McGinnis เป็นลูกของ Bruce Wayne ซึ่งเป็นแผนการที่ Amanda Waller เอา DNA ของ Bruce ไปใส่ในกระบวนการทางพันธุกรรม โดยการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงไป “เขียนทับ” DNA ของพ่อแท้ ๆ ของ Terry (Warren McGinnis) ทำให้จริง ๆ แล้ว Terry เป็น “ลูกทางพันธุกรรมของ Bruce Wayne”

ทั้งยัง “จำลองโศกนาฏกรรม” แบบเดียวกับ Bruce โดยจ้าง Andrea Beaumont (Phantasm) ซึ่งเป็นคนรักเก่าของ Bruce ไปฆ่าพ่อแม่ของ Terry แต่ Andrea ปฏิเสธ เพราะเธอรู้ว่า “แบทแมนไม่ได้เกิดจากแค่ความเจ็บปวดแต่มาจาก ‘การเลือก’ หลังจากนั้น” สุดท้าย แผนการ Batman Project เลยล้มไป
ทว่าแบทแมนคนใหม่ก็เกิดขึ้นโดยอยู่นอกเหนือการควบคุมของ Amanda Waller ทำให้คำสาปที่มีชื่อเรียกว่า แบทแมน ดูเป็นจริงขึ้นไปอีก อย่างไรก็ตามถึง Terry McGinnis (ซึ่งในตอนนั้นเขาเป็นผู้ใหญ่แล้ว) จะได้รู้ความจริงนี้เขาก็ยังเลือกที่จะเป็น แบทแมน ต่อไปเพราะเขาเลือกด้วยตัวเอง รู้ว่าตัวเองเป็นใคร ทำอะไร และไม่ได้คิดว่ามันคือคำสาปอีกต่อไปแล้ว

ในอีกด้านหนึ่ง Bruce Wayne คือภาพสะท้อนของคนที่ “ชนะทุกอย่างยกเว้นตัวเอง” เขาคือฮีโร่ที่ช่วยเมืองไว้ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่กลับไม่สามารถหลุดพ้นจากอดีตของตัวเองได้ ความเจ็บปวดทำให้เขาแข็งแกร่ง แต่ก็ทำให้เขาโดดเดี่ยว และในท้ายที่สุด เขากลายเป็นคนที่ต้องพึ่งพา Terry เด็กหนุ่มที่เขาเคยมองว่าอ่อนแอ
ความสัมพันธ์ของทั้งสองจึงไม่ใช่แค่ “ครู–ศิษย์” แต่มันคือการแลกเปลี่ยนระหว่าง “ประสบการณ์” และ “ความเป็นมนุษย์” Bruce สอน Terry ให้คิด วางแผน และควบคุมตัวเอง ขณะที่ Terry สอน Bruce ให้กลับมาเชื่อมโยงกับโลกและผู้คนอีกครั้ง ให้รู้ว่าการมีใครสักคนอยู่ข้าง ๆ ไม่ใช่จุดอ่อน แต่คือสิ่งที่ทำให้เรายังเป็นมนุษย์
และบางที บทเรียนที่สำคัญที่สุดของเรื่องนี้อาจไม่ใช่การต่อสู้กับวายร้าย แต่คือการต่อสู้กับคำถามที่ว่า “เราควรเป็นใคร” Terry เติบโตขึ้นมาในเงาของ แบทแมน ที่สมบูรณ์แบบ แต่แทนที่จะพยายามเป็น Bruce Wayne คนที่สอง เขากลับเลือกที่จะเป็น แบทแมน ในแบบของตัวเอง ช่างจ้อมากกว่า หุนหันมากกว่า และมีหัวใจที่ยังเปิดรับผู้คน

มันทำให้เราเห็นว่า การเติบโตไม่ได้หมายถึงการลบตัวตนเดิมของเราออกไปเพื่อให้ตรงกับมาตรฐานของใคร แต่คือการเข้าใจตัวเองมากพอที่จะรู้ว่า “เราควรเก็บอะไรไว้ และควรปล่อยอะไรไป” ในโลกที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยของ Batman Beyond ปัญหาของมนุษย์กลับยังคงเดิม ความกลัว ความสูญเสีย ความโดดเดี่ยว และความต้องการที่จะมีความหมายในชีวิต
และนั่นทำให้อนิเมชั่นที่มีมาตั้งแต่ปี 1999 เรื่องนี้ไม่เคยล้าสมัย เพราะไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปแค่ไหน สิ่งที่ยากที่สุดก็ยังคงเป็นการเข้าใจตัวเอง
ท้ายที่สุดแล้ว Batman Beyond ไม่ได้สอนให้เราเป็นฮีโร่ แต่มันสอนให้เรากล้าพอที่จะ “เลือก” ว่าเราจะเป็นใคร ในวันที่ไม่มีใครคอยบอกว่าอะไรถูกหรือผิด และบางที นั่นอาจเป็นการต่อสู้ที่ยากที่สุดของทุกคน
สามารถติดตามข่าวสารอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ GamerCulture (การ์ตูน)
อ้างอิง – Wikipedia






