ทำไม Marvel Anime ถึงไม่ดัง? โปรเจกต์ญี่ปุ่นของ Marvel ที่เกือบหายไปจากความทรงจำ
Marvel Anime ดีไซน์ใหม่ เนื้อเรื่องเข้มขึ้น โทนดาร์กแบบญี่ปุ่น เมื่อทุกอย่างมันดูเป็นวัตถุดิบที่มีคุณภาพไปหมด แต่ทำไมสุดท้ายมันกลายเป็น “ของดีที่ไม่มีใครพูดถึง”

หากว่ากันตามตรง Animation ของฝั่ง Marvel ยังถือว่าน้อยและไม่มีความหลากหลายเท่าฝั่ง DC ที่ผลิตกันมาอย่างยาวนานและต่อเนื่องแม้ในปัจจุบันจะลดน้อยลงไป หลังจากการจบ Crisis on Infinite Earths ทั้ง 3 ภาค ที่เป็นการจบเรื่องราวจักรวาล DC Animated Movie Universe ที่เปิดตัวมาตั้งแต่ปี 2013

ซึ่งทางมาเวลเองก็มีการผลิต Animation ออกมาให้ได้ชมอยู่บ้างแต่ไม่ใช่เรื่องยาวหรือมีความต่อเนื่องกันขนาดนั้น หลังจากซีรีส์ยาวยุค 90 ที่มีทั้ง X-Men, Iron Man, Spider-Man และ Fantastic Four ก็ถูกเว้นช่วงไปมีปล่อยมานิด ๆ หน่อย ๆ เป็นพวก Home Video Animated Movie แต่ในปัจจุบันกระแส Marvel Animation กำลังมาแรงหลังการเปิดตัวของ Disney+

ซึ่งทำให้ต้องนึกย้อนไปในช่วงหนึ่งที่มาเวลพยายามตีตลาดสายอนิเมะซึ่งเรียกว่าโปรเจกต์ Marvel Anime ที่เป็นหนึ่งในความพยายามที่น่าสนใจที่สุดของ Marvel Entertainment ในการก้าวข้ามความเป็น “ฮีโร่อเมริกัน” ไปสู่เวทีโลก
ด้วยการจับมือกับ Madhouse สตูดิโออนิเมะระดับแนวหน้าของญี่ปุ่นที่มีผลงานมากมายไม่ว่าจะเป็น NaNa, Black Lagoon, Hunter x Hunter, One Punch Man (Season 1), Death Note, Overlord, Frieren (Sousou no Frieren) และอีกมากมาย
แนวคิดนี้ฟังดูเหมือนสูตรสำเร็จเอา IP ระดับโลกมาผสมกับภาษาการเล่าเรื่องแบบอนิเมะที่ทรงพลัง โดยดีลความร่วมมือเกิดขึ้นประมาณปี 2009 ให้สิทธิ์การใช้ตัวละคร Marvel (Iron Man, X-Men ฯลฯ)แต่ “เปลี่ยนดีไซน์ และ เขียนใหม่” ในแบบญี่ปุ่น
เขียนให้เรื่องราวเกิดในญี่ปุ่น มีโทนใกล้ Anime มากกว่า Superhero Cartoon จากแค่ออกมาปกป้องโลกจบเป็นตอน ก็จะเน้นไปที่ปมดราม่าตัวละครเรื่องลับ ๆ อารมณ์ลึก ๆ ของตัวละครนั้น ๆ แต่ก่อนที่เราจะว่ากันเรื่องผลลัพธ์ของดีลนี้เราไปดูกันก่อนว่ามีเรื่องอะไรบ้าง
IRON MAN (2010)

BLADE (2011)

X-MEN (2011)

WOLVERINE (2011)

IRON MAN: RISE OF TECHNOVORE (2013)

Avengers Confidential: Black Widow & Punisher (2014)

Marvel Future Avengers (2017–2018)

แม้ว่าทาง Madhouse จะมีความพยายามนำเสนอ Marvel Anime ให้มีหลายรสชาติทั้งจริงจังเข้มข้น เลือดสาด เน้นตัวละครหญิงให้เซ็กซี่ยิ่งขึ้น ดราม่าตัวละครลุ่มลึก หรือเอาใจน้อง ๆ หนู ๆ ที่ตื่นมาดูตอนเช้า แต่ผลลัพธ์ที่ออกมา มันกลับไม่สามารถ “ระเบิดความสำเร็จ” ได้อย่างที่หลายคนคาดหวัง
เนื่องจากคนดูฝั่งตะวันตกคุ้นกับฮีโร่แบบคม ชัด ตรงไปตรงมา ขณะที่แฟนอนิเมะคาดหวังโทนเล่าเรื่องที่มีชั้นเชิงและไวยากรณ์แบบญี่ปุ่นเต็มตัว ผลลัพธ์คือของผสมที่ดู “กลาง ๆ” แฟนมาเวลรู้สึกคาแรกเตอร์บางตัวถูกตีความแปลกจนเกิดความรู้สึกในทำนองว่า
“Tony ที่ฉันรู้จักไม่ได้นิสัยแบบนี้”
“Wolverine ผอมและสูงเกินไป”

อีกทั้งในช่วง 2010–2011หลังความสำเร็จของ Iron Man เลยเป็นจังหวะที่ MCU กำลังนำแฟนๆไปสู่หนัง The Avengers ที่กำลังจะรวมพลังสร้างปรากฏการณ์ระดับโลกผู้ชมจึงถูกฝังภาพ “โทนหนังไลฟ์แอ็กชัน” ไปแล้ว พอมาเจอเวอร์ชันอนิเมะที่โทนต่างกันมาก
เพราะพูดกันตามตรงตัวละครอนิเมะญี่ปุ่นมักจะมีการ “Overact” ตามสไตล์ มันไม่ใช่เรื่องผิดแต่มันเป็นภาพที่ไม่คุ้นชินเมื่อตัวละครมาเวลมีพฤติกรรมแบบนั้นแม้จะเปลี่ยนไปไม่มากแต่ก็ไม่ชิน

ทำให้โปรเจกต์อนิเมะไม่ได้รับแรงส่งในระดับเดียวกันกับไลฟ์แอ็กชันนอกจากนี้ การเลือกตัวละคร แม้จะดูแข็งแรงในเชิงแบรนด์ แต่กลับไม่ตอบโจทย์ตลาดญี่ปุ่นอย่างแท้จริง
ตัวละครอย่าง Iron Man หรือ Wolverine อาจเป็นไอคอนในตะวันตก แต่ในญี่ปุ่น พวกเขาไม่ได้มีฐานแฟนที่เหนียวแน่นเทียบเท่าตัวละครอนิเมะสามัญประจำบ้านเขา การนำฮีโร่เหล่านี้มาเล่าใหม่จึงไม่ได้สร้างแรงดึงดูดมากพอที่จะดึงผู้ชมวงกว้างเข้ามา

ในด้านการเล่าเรื่อง แม้ Madhouse จะมีชื่อเสียงด้านงานภาพและโทนจริงจัง แต่โครงสร้างเรื่องของซีรีส์กลับไม่สามารถสร้างจุดพีคหรือแรงดึงดูดระยะยาวได้อย่างชัดเจน จังหวะการดำเนินเรื่องค่อนข้างเนิบ และขาดองค์ประกอบที่ทำให้ผู้ชมรู้สึก “ต้องดูต่อ” เมื่อเทียบกับอนิเมะระดับท็อปหรือแม้แต่ผลงานเด่นของสตูดิโอเดียวกัน
ยกตัวอย่างง่ายๆ พอกำลังจะเล่าเรื่องให้ลุ่มลึกแบบอนิเมะญี่ปุ่น แต่ก็ดันมาห่วงหาจังหวะยัดให้ฮีโร่ตีกับวายร้ายตามสไตล์การ์ตูนฮีโร่อเมริกัน

ขณะเดียวกันนั้นหลังความสำเร็จของ The Avengers ได้มีการจับมือระหว่าง Toei Animation และ The Walt Disney เพื่อสร้าง Marvel Disk Wars: The Avengers ที่มีโทนเรื่องคล้าย Pokémon + Superhero รับกระแสหนังตีตลาดเด็กและคนญี่ปุ่น เพื่อขายของเล่น ออกอากาศปี 2014
หากมองในมุมอนิเมะขายของเล่นก็อาจพูดได้ว่า “สำเร็จเชิงธุรกิจระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่ได้สร้างปรากฏการณ์ด้านอนิเมะที่ต้องดูอยู่ดี”

ต่อมาทาง Madhouse ได้ผลิตผลงานในทิศทางที่คล้ายกับของ Toei Animation ในชื่อ Marvel Future Avengers ออกกากาศในปี 2017–2018 ซึ่งเป็นหนึ่งปีหลังจาก Captain America Civil War ออกฉายซึ่งเนื่องจากกระแสฮีโร่รวมทีมกลับมาอีกครั้ง ซึ่งเห็นได้ชัดว่าตัวละครหลักบางตัวใช้ดีไซน์จากหนังเรื่องล่าสุดของ MCU ซึ่งก็ถือว่าทำได้ดีในฐานะ“อนิเมะเด็กสำหรับเด็ก ๆ”
อย่างไรก็ตามการร่วมมือระหว่าง Marvel Entertainment กับ Madhouse ไม่ได้เกิดขึ้นแบบตั้งใจฉวยโอกาสขณะที่กำลังมีกระแสแต่มันเป็น “หมากเชิงกลยุทธ์” ของมาเวล
แต่ท้ายที่สุด การตลาดและการวางตำแหน่งของโปรเจกต์ก็ย่อมมีบทบาทสำคัญ มันไม่ได้ถูกผลักดันอย่างเต็มที่ในตลาดใดตลาดหนึ่ง ทำให้ตกอยู่ในสถานะ “ของดีที่ไม่มีใครพูดถึง” ซึ่งก็น่าเสียดายเพราะมันไม่ได้มีอะไรแย่ถึงขั้น “ของดีเฮียเก็บไว้เถอะ” เมื่อไม่มีแรงสนับสนุนจากกระแสหลักหรือการสร้างชุมชนผู้ชมที่ชัดเจน โปรเจกต์จึงค่อย ๆ เลือนหายไปจากความสนใจของผู้ชม
ความล้มเหลวในการสร้างกระแสของ Marvel Anime ไม่ได้เกิดจากคุณภาพที่ย่ำแย่ แต่เกิดจากการที่มัน “อยู่กึ่งกลางมากเกินไป” ระหว่างสองวัฒนธรรม สองตลาด และสองรูปแบบการเล่าเรื่อง ในโลกของความบันเทิงที่การแข่งขันสูง การ “จับปลาสองมือ” ไม่เลือกข้างให้ชัดเจน อาจเป็นความเสี่ยงที่ใหญ่กว่าการเลือกแล้วผิดเสียอีก
สามารถติดตามข่าวสารอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ GamerCulture (การ์ตูน)
อ้างอิง
Madhouse






