10 อนิเมะที่ไม่ควรพลาดในฤดูใบไม้ผลินี้
นอกเหนือจากขบวนทัพภาคต่อชื่อดังแล้ว อนิเมะใหม่เรื่องไหนที่เพิ่งเปิดตัวในซีซันนี้เรื่องไหนที่น่าจับตามอง

เขียนโดย ban.kk
ท่ามกลางอนิเมะที่อัดแน่นไปด้วยคุณภาพในซีซันนี้ การจะเลือกดูสักเรื่องคงทำให้หลายคนชั่งใจอยู่ไม่น้อย เพราะไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็ล้วนเต็มไปด้วยผลงานน่าสนใจแทบทั้งสิ้น แต่นอกเหนือจากขบวนทัพภาคต่อชื่อดังแล้ว อนิเมะใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวในซีซันนี้มีเรื่องไหนน่าจับตามองบ้าง มาดูกัน
1. Witch Hat Atelier

เรื่องแรกคงหนีไม่พ้นอนิเมะที่โดดเด่นทั้งด้านงานภาพและเนื้อหาอย่าง Witch Hat Atelier เพราะนอกจากโลกเวทมนตร์อันงดงามและเปี่ยมด้วยความคิดสร้างสรรค์แล้ว การนำเสนอของมันยังมอบประสบการณ์ราวกับการชมภาพยนตร์ชั้นดี ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่หาได้จากอนิเมะทุกเรื่อง ด้วยเหตุนี้จึงไม่แปลกที่ Witch Hat Atelier จะอยู่ในอันดับต้นๆ เมื่อถูกถามว่าอนิเมะเรื่องไหนควรค่าแก่การรับชม
Witch Hat Atelier ติดตามชีวิตของ โคโค่ เด็กสาวช่างตัดเสื้อที่หลงใหลในเวทมนตร์มาโดยตลอด แต่เพราะเกิดมาเป็นคนธรรมดา เธอจึงไม่สามารถใช้เวทมนตร์ได้ ทว่าทุกอย่างก็เปลี่ยนไปเมื่อจอมเวท คีฟรีย์ เดินทางมายังหมู่บ้านของเธอ ด้วยความสงสัยโคโค่จึงแอบสังเกตวิธีการร่ายเวทของเขา และค้นพบความจริงว่า เวทมนตร์ไม่ได้เป็นสิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด หากแต่เกิดจากการวาดลวดลายลงบนสิ่งต่างๆ
เด็กสาวที่ได้ล่วงรู้ความลับนี้จึงเริ่มฝึกวาดวงเวทจากหนังสือที่เคยได้รับจากจอมเวทคนหนึ่งในวัยเด็ก จนเกิดอุบัติเหตุทำให้แม่ของเธอกลายเป็นหิน และเพื่อช่วยแม่ โคโค่จึงต้องกลายเป็นศิษย์ของคีฟรีย์ในโรงเรียนเวทมนตร์ เพื่อฝึกฝนการใช้ศาสตร์ในฐานะจอมเวท
2. Liar Game

คำกล่าวที่ว่า ‘คนดูต้องผ่านพ้นช่วงแรกไปให้ได้ก่อนจึงจะพบกับความสนุก’ คงเหมาะกับ Liar Game ไม่น้อย เพราะวิธีการดำเนินเรื่องของมันในช่วงต้นเต็มไปด้วยความเชื่องช้าและไม่ได้หวือหวาอะไร แต่เมื่อเรื่องราวของเกมโกหกนี้เริ่มขยับไปไกลขึ้นเท่าไร ความสนุกที่แท้จริงของ Liar Game ก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทั้งในแง่ของการวางแผนเชิงจิตวิทยา การหักเหลี่ยมเฉือนคมระหว่างตัวละคร ไปจนถึงการตั้งคำถามกับความโลภ ความไว้ใจ และศีลธรรมของมนุษย์ ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้ตัวเรื่องมีมิติและน่าติดตามมากยิ่งขึ้น
ดังนั้น หากสามารถผ่านช่วงต้นไปได้ก็จะพบว่า นี่เป็นผลงานที่ไม่ได้มีดีแค่ความสนุก แต่ยังเผยให้เห็นถึงเนื้อในของมนุษย์ได้อย่างมีชั้นเชิงด้วย
Liar Game ดำเนินเรื่องผ่านมุมมองของ คันซากิ นาโอะ หญิงสาวผู้ซื่อสัตย์ที่ถูกดึงเข้าสู่ ‘Liar Game’ เกมเดิมพันเงินมหาศาลที่ผู้เล่นต้องหลอกลวงกันเองเพื่อเอาชนะ เมื่อเธอถูกโกงจนเกือบหมดตัวนาโอะจึงร่วมมือกับนักต้มตุ๋นอัจฉริยะ อาคิยามะ ชินอิจิ เพื่อหาทางเอาตัวรอดในเกมที่วัดกันด้วยเล่ห์เหลี่ยม พร้อมกับตามหาความจริงว่าใครคือผู้อยู่เบื้องหลังเกมนี้
3. Akane-banashi

แกนเรื่องของ Akane-banashi อาจยึดโยงอยู่กับศิลปะการแสดงราคุโกะเป็นส่วนใหญ่ แต่เนื้อในของมันก็ใช่ว่าจะมองข้ามความเป็นโชเน็นเสียทีเดียว เพราะอันที่จริงจุดเด่นที่สุดของอนิเมะเรื่องนี้คือ การทำโจทย์ที่ยากให้ออกมาดูง่าย โดยเฉพาะเมื่อเรื่องราวทั้งหมดตั้งอยู่บนรากฐานของคำว่า ความฝันและการพิสูจน์ตน ซึ่งเป็นสิ่งที่คนดูสามารถเข้าถึงได้ แม้ฉากหน้าจะถูกเคลือบด้วยวัฒนธรรมที่ห่างไกลก็ตาม
Akane-banashi ว่าด้วยเรื่องของเด็กสาวคนหนึ่งนามว่าอาคาเนะ โอซากิ ที่เกิดและเติบโตมาโดยมีพ่อที่เป็นนักแสดงราคุโกะเป็นต้นแบบ แต่แล้ววันหนึ่งทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เมื่อพ่อของเธอถูกขับออกจากสำนักอาราคาวะจนทำให้เส้นทางอาชีพของเขาสิ้นสุดลง และหลังจากเหตุการณ์นั้นผ่านพ้นไป 6 ปี อาคาเนะที่แอบฝึกฝนกับอาจารย์เก่าของพ่อมาโดยตลอดก็ได้ตั้งเป้าที่จะก้าวขึ้นเป็น ชินอุจิ ของสำนักอาราคาวะเพื่อพิสูจน์ว่าการแสดงของพ่อเธอคือ สิ่งที่มีคุณค่าอย่างแท้จริง
4. Nippon Sangoku

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า Nippon Sangoku เป็นอนิเมะที่มีวิธีการนำเสนอที่โดดเด่นมาก เพราะมันไม่ได้เล่าเรื่องแบบตรงไปตรงมา แต่ค่อยๆ คลี่คลายรายละเอียดของสถานการณ์ต่างๆ ผ่านมุมมองที่ชวนให้ผู้ชมต้องติดตามและตีความไปพร้อมกัน
ยิ่งไปกว่านั้น นี่ยังเป็นผลงานที่แม้แต่คนทำเกมที่ดูหนัง(ไม่)นิดหน่อยอย่าง ฮิเดโอะ โคจิมะ ยังออกมาแนะนำด้วยตัวเอง ซึ่งยิ่งตอกย้ำถึงความน่าสนใจทั้งในเชิงไอเดีย โทนเรื่อง และวิธีการเล่าเรื่องที่ไม่ธรรมดา
Nippon Sangoku เล่าเรื่องราวในโลกอนาคตที่ญี่ปุ่นล่มสลายและแตกออกเป็นสามอาณาจักรที่ปกครองด้วยอุดมการณ์และอำนาจที่แตกต่างกัน ท่ามกลางความขัดแย้งและความไม่ไว้วางใจ ตัวเอกอย่าง มิสึมิ อาโอเทรุ ต้องเดินทางข้ามดินแดนเพื่อเอาตัวรอด พร้อมเผชิญหน้ากับความจริงของโลกที่บิดเบี้ยวจากสงครามและการเมือง ซึ่งแต่ละทางเลือกของเขาอาจส่งผลต่อสมดุลของทั้งสามฝ่าย
5. Yomi no Tsugai

ความดีงามของ Yomi no Tsugai เวอร์ชันอนิเมะ ไม่ได้อยู่ที่การดัดแปลงมาจากผลงานของ ฮิโรมุ อารากาวะ ที่เคยประสบความสำเร็จกับ Fullmetal Alchemist เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ฝีไม้ลายมือในการทำเพลงเปิดของ Vaundy ด้วย เพราะไม่ว่าจะฟังจากมุมไหน ทำนองของ ‘Tobutoki’ ก็ชวนให้นึกถึง ‘Again’ ของ YUI เพลงเปิดแรกของ Fullmetal Alchemist: Brotherhood ราวกับเป็นการคารวะต่อบทเพลงที่เคยเป็นเสาหลักของเรื่องราวก่อนหน้านี้
และแน่นอนว่า ด้วยชื่อชั้นของผู้เขียน Yomi no Tsugai จึงเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่กำลังมองหาอนิเมะที่มีปมเรื่องน่าค้นหา และพร้อมจะพาผู้ชมดำดิ่งสู่โลกที่เต็มไปด้วยความลึกลับ
Yomi no Tsugai จับจ้องไปที่ตัวของ ยูรุ เด็กหนุ่มผู้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขในหมู่บ้านบนภูเขา จนกระทั่งวันหนึ่ง มันถูกโจมตีโดยกลุ่มผู้ใช้ภูติที่เรียกว่า ‘สึไก’ (แปลไทยใช้คำว่า ยมล) ซึ่งหนึ่งในนั้นมีเด็กสาวที่อ้างตัวว่าเป็น อาสะ น้องสาวฝาแฝดของเขา และท่ามกลางความสับสน เธอก็สังหารคนที่ยูรุเชื่อว่าเป็นน้องสาวทิ้ง
แต่ก่อนที่จะพูดคุยกัน ริว ทาเดระ ก็ได้พาเขาหลบหนีออกจากหมู่บ้าน พร้อมทั้งให้เด็กหนุ่มอัญเชิญ ท่านซ้าย-ขวา เทพผู้ปกปักษ์รักษาหมู่บ้านออกมา ก่อนที่ทั้งคู่จะหลบหนีไปยังโลกภายนอก ซึ่งเป็นสถานที่ที่อยู่นอกเหนือความเข้าใจของยูรุมาโดยตลอด และ ณ ที่แห่งนั้น เขาจะได้พบความจริงบางอย่างที่อาจเชื่อมโยงกับสถานะฝาแฝดของตน
6. Needy Girl Overdose

หากถามว่าในซีซันนี้มีเรื่องไหนที่ใกล้เคียงกับคำว่า ‘มืดมน’ มากที่สุด Needy Girl Overdose ก็คงอยู่ในขอบข่ายนั้นอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะแม้ฉากหน้าจะถูกห่อหุ้มด้วยความน่ารักสดใส แต่เนื้อในกลับเต็มไปด้วยการเสียดสีโลกอินเทอร์เน็ตอย่างเจ็บแสบ ไม่ว่าจะเป็นความโหยหาการยอมรับ ตัวตนที่ถูกสร้างขึ้น ไปจนถึงแรงกดดันจากสายตาของสังคมดิจิทัล
ซึ่งไม่มากไม่น้อยปัจจัยเหล่านี้ค่อยๆ เผยให้เห็นด้านที่บิดเบี้ยวและเปราะของตัวละคร พร้อมกับตั้งคำถามกลับไปยังคนดูว่า สิ่งใดคือความจริง และสิ่งใดคือภาพลวงตาในโลกที่การสวมหน้ากากทำให้เรามีคุณค่ามากกว่าการเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง
Needy Girl Overdose ดัดแปลงมาจากเกมวิชวลโนเวลแนวจิตวิทยาของค่าย Xemono เกี่ยวกับเด็กสาวขี้เหงาคนหนึ่งนามว่า อาเมะจัง ที่พยายามไต่เต้าสู่การเป็นสตรีมเมอร์อันดับหนึ่ง ภายใต้ชื่อ OMGkawaiiAngel หรือ KAngel ทว่าความรักที่ได้รับจากผู้ชมมันกลับแฝงไปด้วยความเครียดที่กำลังกัดกินจิตใจของเธอในโลกแห่งความจริง
7. Botan Kamiina Fully Blossoms When Drunk

การเปลี่ยนรสชาติไปดูอะไรที่เรียบง่ายบ้างในบางครั้งก็ไม่ใช่ทางเลือกที่แย่ และ Botan Kamiina Fully Blossoms When Drunk เองก็ตอบโจทย์ในจุดนั้นได้เป็นอย่างดี เพราะแก่นของมันไม่ได้ซับซ้อนหรือเต็มไปด้วยประเด็นหนักหน่วง แต่ค่อยๆ ถ่ายทอดความสัมพันธ์ระหว่างผู้หญิงกับผู้หญิงผ่านช่วงเวลาธรรมดาในชีวิตประจำวัน ซึ่งก็เหมาะสำหรับคนที่อยากพักจากเรื่องเคร่งเครียด แล้วปล่อยใจไปกับเรื่องราวที่ไม่เร่งรีบของตัวละคร
Botan Kamiina Fully Blossoms When Drunk เล่าเรื่องของ คามิอินะ โบตั๋น หญิงสาวผู้มีบุคลิกเรียบร้อยและสุขุมในยามปกติ แต่เมื่อแอลกอฮอล์เข้าปาก ตัวตนอีกด้านของเธอกลับค่อยๆ เผยออกมา ท่ามกลางค่ำคืนที่เต็มไปด้วยบทสนทนาและช่วงเวลาธรรมดา ความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับคนรอบข้าง โดยเฉพาะผู้หญิงอีกคนหนึ่งก็ค่อยๆ พัฒนาไปอย่างเป็นธรรมชาติจนกลายเป็นเรื่องราวเรียบง่ายที่อบอวลไปด้วยความรู้สึก
8. Marriagetoxin

จริงอยู่ที่ฉากหน้าของ Marriagetoxin อาจดูธรรมดาเมื่อเทียบกับผลงานโรแมนติกคอมเมดี้ที่มีให้เลือกมากมายในซีซันนี้ แต่สิ่งที่ทำให้อนิเมะเรื่องนี้มีลายเซ็นต์เป็นของตัวเองคือ การผสมผสานองค์ประกอบแอ็กชันเข้าไปจนเกิดเป็นโทนเรื่องที่แตกต่างจากงานโรแมนติกทั่วไป เพราะในขณะที่เรื่องอื่นอาจมุ่งเน้นไปที่ความสัมพันธ์และพัฒนาการของตัวละครเป็นหลัก Marriagetoxin กลับวางตัวละครให้อยู่ในสถานการณ์ที่ย้อนแย้งอยู่หลายครั้ง ซึ่งจุดนี้เองที่เปิดโอกาสให้เรื่องราวสามารถเล่นกับความตึงเครียดของฉากแอ็กชัน และความขบขันจากสถานการณ์โรแมนติกได้ในเวลาเดียวกัน
Marriagetoxin ติดตามชีวิตของ ยาคุอิน เกโระ ทายาทตระกูลนักฆ่าที่มีภารกิจต้องสืบทอดสายเลือดของตระกูล แต่ปัญหาคือเขาไม่เคยมีประสบการณ์ด้านความรักเลยและเพื่อแก้ปัญหานี้ เขาจึงต้องร่วมมือกับ คิโนซากิ เมย์ นักต้มตุ๋นผู้เชี่ยวชาญด้านการจีบสาว เพื่อออกตามหาคู่ครอง ท่ามกลางภารกิจลอบสังหาร ศัตรูจากหลากหลายตระกูล และสถานการณ์สุดปั่นป่วนที่ผสมผสานระหว่างแอ็กชันกับโรแมนติกคอมเมดี้
9. The Ramparts of Ice

สำหรับใครที่ชื่นชอบ You and I Are Polar Opposites ในซีซันที่แล้ว เชื่อว่า The Ramparts of Ice ก็น่าจะอยู่ในลิสต์ที่ต้องดูเป็นที่เรียบร้อย เพราะนี่คือผลงานของผู้เขียนคนเดียวกันอย่าง Kōcha Agasawa แต่ความแตกต่างของทั้งสองเรื่องอยู่ที่แก่นหลักของ The Ramparts of Ice ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่ชีวิตวัยรุ่นและความรักเพียงอย่างเดียว หากแต่ยังผูกโยงกับปมปัญหาในอดีตที่ตัวละครแต่ละคนเคยเผชิญ ซึ่งพื้นหลังเหล่านั้นก็ดูจะอิงกับความเป็นจริงมากกว่าเรื่องราวก่อนหน้าอย่างชัดเจน
The Ramparts of Ice เล่าเรื่องของ ฮิคาวะ โคยูกิ เด็กสาวที่มีปัญหาในการเข้าสังคมจนเลือกปลีกตัวออกจากผู้คนรอบข้าง ยกเว้นเพียง อาซึมิ มิกิ เพื่อนในวัยเด็ก กระทั่งวันหนึ่งเธอได้พบกับ อามามิยะ มินาโตะ และ ฮิโนะ โยตะ ที่พยายามเข้ามาตีสนิทเพื่อเชื่อมช่องว่างระหว่างเธอกับคนอื่นๆ แต่ด้วยความไม่คุ้นเคยโคยูกิจึงยังคงสร้างกำแพงปิดกั้นตัวเองเอาไว้
ทว่าเมื่อเส้นทางชีวิตพาพวกเขามาพบกัน ความสัมพันธ์ที่เริ่มต้นจากความเป็นคนแปลกหน้าก็ค่อยๆ พัฒนาจนกลายเป็นมิตรภาพที่เชื่อมโยงพวกเขาเข้าด้วยกัน
10. I Want to End this Love Game

หากใครชอบอนิเมะที่มีกลิ่นอายคล้ายคลึงกับ Kaguya-sama: Love Is War การดู I Want to End this Love Gameก็คงให้ความรู้สึกในแบบเดียวกัน เพราะทั้งสองเรื่องต่างหยิบเอา ‘ความรัก’ มาเป็นสนามประลองทางจิตวิทยา ที่ตัวละครพยายามช่วงชิงความได้เปรียบผ่านการอ่านใจและวางแผนใส่กันอยู่ตลอดเวลา
แต่เสน่ห์ของ I Want to End This Love Game อยู่ที่การลดทอนความซับซ้อนของสิ่งเหล่านั้นลง แล้วหันไปให้น้ำหนักกับจังหวะและเคมีระหว่างตัวละครเป็นหลัก โดยปริยายมันจึงกลายเป็นเรื่องราวหวานยดย้อยที่ผสมเข้ากับความอยากเอาชนะได้อย่างลงตัว
I Want to End This Love Game ว่าด้วยเรื่องราวของ อาซางิ ยูกิยะ และ ซากุระ มิกุ สองเพื่อนสนิทที่ต่างฝ่ายต่างแอบมีใจให้กัน แต่กลับเลือกซ่อนความรู้สึกนั้นเอาไว้ และเปลี่ยนความสัมพันธ์ให้กลายเป็น ‘เกม’ ที่ทั้งคู่พยายามทำให้อีกฝ่ายเป็นคนสารภาพรักก่อน ท่ามกลางเรื่องวุ่นวายเหล่านี้ความสัมพันธ์ที่ควรจะเรียบง่ายจึงค่อยๆ กลายเป็นการประลองที่ทั้งหวานและชวนลุ้นไปพร้อมกัน
ติดตามข่าวสารอื่นๆ อีกมากมาย GamerCulture (การ์ตูน)







