T1 - Netmarble - Year 2026
Seven Knights Re:BIRTH
Support [Netmarble] R1 (Mobile)
Seven Knights Re:BIRTH
การ์ตูน

[Review] Fire Force Season 3 Part 2 ฉากสุดท้ายของเปลวไฟกำเนิดโลก

ความสำเร็จอย่างยิ่งยวดของ Fire Force Season 3 Part 2 จึงไม่ได้เป็นเพียงการเดินทางมาถึงจุดสิ้นของเรื่องราวกว่าครึ่งทศวรรษ

เขียนโดย ban.kk

หลังจากใช้เวลากว่า 7 ปี ในที่สุดเรื่องราวของ Fire Force ซึ่งดัดแปลงจากมังงะของ อัตสึชิ โอคุโบะ ก็ได้เดินทางมาถึงบทสรุป เมื่อเด็กหนุ่มนามว่า ชินระ คุซาคาเบะ ผู้เคยถูกเรียกว่า “ปีศาจ” กำลังกลายเป็น “ฮีโร่” ที่จะกอบกู้โลกให้รอดพ้นจากวันโลกาวินาศ และท่ามกลางเปลวไฟที่พัดโหมกระหน่ำ

อนิเมะก็ยังคงรักษามาตรฐานได้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย โดยความสำเร็จนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับผู้กำกับสองซีซันแรกอย่าง ยูกิ ยาเสะ และผู้กำกับซีซันสาม ทัตสึมะ มินามิคาวะ รวมถึงทีมงาน David Production ทุกคน ที่ร่วมกันส่งมอบผลงานชิ้นสุดท้ายนี้ออกมาได้อย่างน่าประทับใจ

Fire Force

Fire Force Season 3 Part 2 เล่าเรื่องต่อจากช่วงเวลาที่หน่วย 8 ถูกมองเป็นผู้ก่อการร้ายและชินระได้รู้ความจริงของมหาอัคคีภัยที่เคยเกิดขึ้นในอดีต โดยเขาที่เพิ่งกลับมาจากการท่องเวลาก็ได้ข่าวว่า ตนเผลอทำร้ายซิสเตอร์ไอริสไปตอนที่ไม่รู้ตัว และเสาที่เคยปรากฏออกมาเพียงไม่กี่ต้นกลับผุดขึ้นเหนือน้ำเกือบทั้งหมด ทำให้เวลาสำหรับการเตรียมรับมือกับภัยพิบัติเหลือน้อยลงทุกที

ขณะเดียวกัน โช คุซาคาเบะ และ แอร์โรว์ ก็ได้ออกตามหาต้นตอของโศกนาฏกรรมที่เคยเกิดขึ้นในบ้านคุซาคาเบะเมื่อ 12 ปีก่อน ซึ่งเบื้องหลังนั้นอาจเกี่ยวโยงกับสถานะและบทบาทที่แท้จริงของชินระผู้เป็นพี่ ส่วน อาเธอร์ ที่พ่ายแพ้ให้กับ ดราก้อน อย่างหมดรูปก็ได้ออกตามหาดาบเอ็กซ์คาลิเบอร์ที่แท้จริง โดยมี วัลแคน, ริสะ และ ยู ติดสอยห้อยตามไปด้วย จนกระทั่งพวกเขาได้พบกับพ่อแม่ที่หายตัวไปของอาเธอร์อีกครั้ง

ก่อนที่เสาที่เหลือจะปรากฏขึ้นพร้อมการมาถึงของเหล่าด็อพเพิลเก็งเงอร์ ราวกับเป็นสัญญาณบอกเหตุว่า มหาอัคคีภัยได้มาถึงแล้ว ชินระและพวกพ้องจึงต้องกระโจนเข้าสู่สนามรบ เพื่อหยุดยั้งแผนการของกลุ่มคนชุดขาวเป็นครั้งสุดท้าย

Fire Force

Fire Force Season 3 Part 2 ไม่ได้มีดีแค่ฉากแอ็กชัน แต่ยังแฝงไปด้วยประเด็นทางปรัชญาที่ในซีซันนี้กลายเป็นหัวใจสำคัญอย่างมาก เมื่อเป้าประสงค์ที่แท้จริงของศาสนาเซโยคือ การแทรกซึมคำสอนเพื่อนำพามนุษยชาติไปสู่จุดจบผ่านผู้คนที่ยังมีชีวิตอยู่ และที่สำคัญ รากฐานของมันก็ไม่ได้ถูกก่อตั้งโดยผู้ที่ยึดมั่นในพระเจ้า หากแต่เป็นปีศาจที่ต้องการควบคุมความหวังของมนุษย์ในช่วงเวลาที่พวกเขาอ่อนแอที่สุด

ด้วยเหตุนี้ อสูรกายอย่าง โยนะ หรือ ราฟเฟิล สมิธ ตัวปลอมที่จับเด็กน้อย อามาเทราสึ มาใช้เป็นแกนพลังงานในการฟื้นฟูโลกจึงถูกสถาปนาเป็นบิดาแห่งจักรวรรดิโดยความไม่รู้ และต่อให้เขาจะล่วงลับไปแล้ว ศรัทธาที่ผู้คนมีต่อเขาก็ไม่เคยเสื่อมคลาย แม้กระทั่งในวันที่กลับมาอีกครั้งในฐานะมนุษย์ยักษ์

Fire Force

แน่นอนว่า กลุ่มคนชุดขาวที่ตระหนักถึงความงมงายนี้จึงวางแผนจัดฉากให้ ราฟเฟิล ที่ 1 เป็นสัญลักษณ์ของความหวังมาโดยตลอด ก่อนที่จะทำลายมันลงผ่านเงื้อมมือของชินระ และเมื่อทุกคนเชื่อว่าเขาคือปีศาจ บทบาทของฮีโร่ก็จะเลือนหายไปในห้วงเวลาที่ อะดอลลา มิติที่เชื่อมโยงกับจิตใต้สำนึกซ้อนทับกับโลกความเป็นจริง

ศาสนาเลยกลายเป็นเครื่องมือชั้นดีในการชักจูงมนุษย์เสมอมาและตลอดไป เพราะมันเป็นไม่กี่สิ่งบนโลกที่ผู้คนมักไม่กล้าตั้งคำถามหรือสงสัยอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะในโมงยามที่โลกเต็มไปด้วยความโกลาหล มนุษย์ก็จะยิ่งโหยหาคำตอบที่ชัดเจนจากผู้นำ ซึ่งนั่นเองที่เปิดช่องให้ความเชื่อถูกใช้เป็นเครื่องมือในการควบคุมโดยไม่รู้ตัว

และต่อให้มีใครพยายามท้าทายสิ่งเหล่านั้น ก็ใช่ว่าจะได้รับการยอมรับ เพราะในสายตาของคนส่วนใหญ่ การตั้งข้อสงสัยต่อสิ่งที่พวกเขาศรัทธา อาจไม่ต่างอะไรจากการทำลายความหวังที่ยึดเหนี่ยวจิตใจเอาไว้

Fire Force

การต่อสู้บางฉากจึงกลายเป็นการปะทะกันของอุดมการณ์ ยิ่งไปกว่านั้น มันไม่ได้ตั้งอยู่บนกฎฟิสิกส์อีกต่อไป หากแต่อยู่บนกฎของการรับรู้ ที่ผู้ชนะสามารถแย่งชิงอำนาจในการนิยามความจริงว่าโลกควรจะแบบใด

ถึงกระนั้น แมทช์ล้างตาระหว่าง อาเธอร์ กับ ดราก้อน ก็ยังถือเป็นคู่ที่ดุเดือดสมการรอคอย เพราะแม้ความเข้าใจง่ายของแอ็กชันดั้งเดิมจะถูกแทนที่ด้วยความเป็นนามธรรมมากขึ้น แต่ท่ามกลางความเหนือจริงมันก็ยังคงรักษาความดิบเถื่อนทางกายภาพเอาไว้

และสิ่งที่น่าสนใจคือ ในบริบทที่โลกกำลังถูกครอบงำด้วยอะดอลลาความเพ้อฝันของอาเธอร์กลับไม่ใช่จุดอ่อน หากแต่เป็นอาวุธที่ทำให้เขาสามารถยืนหยัดต่อกรกับศัตรูที่แข็งแกร่งเหนือจินตนาการอย่างดราก้อนได้

การพบกันของทั้งสองจึงเปรียบเสมือนการปะทะกันระหว่างภาพฝันกับความจริงอันโหดร้าย ที่สำคัญ การต่อสู้นี้ยังแสดงให้เห็นว่า Fire Force ไม่ได้ละทิ้งการห้ำหั่นอย่างตรงไปตรงมา หากแต่เลือกหลอมรวมมันเข้ากับความทะเยอทะยานในการสอดแทรกปรัชญาภายในเรื่อง

Fire Force

แตกต่างจากการเผชิญหน้าระหว่าง เฮาแมร์ กับ ครอบครัว คุซาคาเบะ ที่ให้น้ำหนักกับการปะทะกันของแนวคิดเชิงนามธรรมอย่างชัดเจน ซึ่งนี่คงตอกย้ำความตั้งใจของ อัตสึชิ โอคุโบะ ที่ต้องการใช้ฉากต่อสู้เป็นเครื่องมือในการตั้งคำถามกับคนดู เพราะสิ่งที่ขับเคลื่อนฉากนั้น ไม่ใช่แค่พลังของเปลวไฟ แต่คือ วิธีมองโลกที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

เฮาแมร์ ในฐานะตัวแทนของเสียงจากอะดอลลาไม่ได้ต่อสู้เพื่อชัยชนะในเชิงกายภาพ หากแต่เป็นการยืนยันว่ามนุษย์คือสิ่งมีชีวิตที่ถูกครอบงำด้วยความกลัว ความสิ้นหวัง และแรงปรารถนาที่จะดับสูญ การมีอยู่ของเธอจึงเปรียบได้กับภาพสะท้อนของจิตสำนึกส่วนลึกที่มนุษย์ทุกคนพยายามหลีกหนี

Fire Force

ในทางกลับกัน ครอบครัวคุซาคาเบะ โดยเฉพาะชินระกลับยืนอยู่บนความเชื่อที่ตรงกันข้าม ความเชื่อที่ว่าแม้โลกจะเต็มไปด้วยความเจ็บปวด มนุษย์ก็ยังสามารถเลือกที่จะมีความหวัง และสร้างความหมายให้กับการมีชีวิตอยู่ได้ การตัดสินผลแพ้ชนะจึงไม่ใช่การวัดกันว่าใครแข็งแกร่งกว่า

แต่เป็นการหาคำตอบว่า ท้ายที่สุดแล้ว โลกควรถูกนิยามด้วยความเชื่อแบบไหน และเมื่อกฎของความเป็นจริงถูกผูกเข้ากับการรับรู้ผ่านอะดอลลาการต่อสู้จึงกลายเป็นพื้นที่ที่แนวคิดสามารถส่งผลต่อความจริงได้โดยตรง

จุดนี้เองที่ทำให้ฉากต่อสู้ในช่วงท้ายแตกต่างจากแอ็กชันทั่วไป เพราะมันเปลี่ยนสนามรบให้กลายเป็นเวทีของปรัชญาที่ตัวละครแต่ละฝ่ายต่างพยายามนิยามความหมายของโลกในแบบของตนเอง ในแง่นี้ ไฟฟอร์ซ จึงก้าวข้ามขอบเขตที่หลายคนคุ้นเคย ไปสู่การตั้งคำถามว่า แท้จริงแล้วระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า ใครกันแน่ที่เป็นผู้สร้าง และเปลวไฟนี้ได้มอบสิ่งใดให้แก่เรา

Fire Force

เมื่อมองในกรอบเดียวกับตำนาน Prometheus ที่ว่าด้วยไททันที่สงสารมนุษย์และแอบขโมยเปลวไฟมาจากเหล่าทวยเทพแห่งโอลิมปัส แก่นของ ไฟฟอร์ซ ก็อาจตีความเปลวไฟนั้นในลักษณะเดียวกัน นั่นคือ มันเป็นทั้งความหวังและความกลัว เพราะจุดเริ่มต้นของมหาอัคคีภัยเกิดจากความสิ้นหวังของมนุษย์ที่รวมตัวกันจนนำไปสู่การทำลายล้าง ทว่าก็เป็นเปลวไฟนี้เองที่สรรสร้างสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น อารยธรรม เทคโนโลยี หรือแม้แต่ชีวิต

จริงอยู่ที่บทสรุปของมันอาจดูเรียบง่ายและไม่ได้หวือหวาอะไร ตัวร้ายที่มีอุดมการณ์สุดโต่งนำพาโลกเข้าสู่หายนะ ด้วยความเชื่อว่าจะเป็นการปลดปล่อยผู้คนให้หลุดพ้นจากความทุกข์ทรมาน ขณะที่ตัวเอกก็ลุกขึ้นมาปกป้องโลกตามขนบของการ์ตูนโชเน็น ซึ่งเมื่อมองเผินๆ อาจดูธรรมดา แต่อีกด้านก็ยังคงยืนยันความหมายของสิ่งที่กล่าวไปข้างต้นได้เป็นอย่างดี เพราะวัฏจักรทั้งหมดที่เกิดขึ้นใน ไฟฟอร์ซ ล้วนมีต้นสายปลายเหตุมาจากการที่มนุษย์หลงเชื่อในภาพลวงที่ตนสร้างขึ้นมากเกินไป

ดังนั้นแนวคิดเรื่องความตายและการมีอยู่ของวิญญาณ หรือในอีกนัยหนึ่งคือการเปลี่ยนผ่านจากโลกหนึ่งไปสู่อีกโลกหนึ่ง จึงสามารถเกิดขึ้นได้ภายใต้เงื่อนไขชุดเดียวกันนี้

Fire Force

อย่างไรก็ตาม หากตัดความ Nostalgia ออกไป ตอนจบของไฟฟอร์ซ อาจดูเรียบง่ายเกินไปอยู่บ้าง โดยเฉพาะผู้ชมที่ไม่เคยติดตามผลงานก่อนหน้า ก็อาจเกิดข้อสงสัยว่าเหตุใดการต่อสู้ที่ดำเนินมาด้วยความเข้มข้นจึงจบลงในลักษณะนี้ แต่สำหรับคนที่รู้จักมักคุ้นกับ Soul Eater ก็คงไม่จำเป็นต้องสาธยายอะไรให้มากความ เพราะแค่เพลงปิดลำดับที่สามอย่าง Bakusou Yumeuta ดังขึ้นพร้อมกับภาพของตัวละครเหล่านั้นในวัยเด็กก็แทบไม่มีสิ่งใดที่ชวนตื้นตันใจไปมากกว่านี้แล้ว

โดยปริยาย ความสำเร็จอย่างยิ่งยวดของ Fire Force Season 3 Part 2 จึงไม่ได้เป็นเพียงการเดินทางมาถึงจุดสิ้นของเรื่องราวกว่าครึ่งทศวรรษ หากแต่ยังทำให้คนดูหวนนึกถึงความทรงจำที่พวกเขาเคยมีร่วมกับ Soul Eater ด้วย ซึ่งไม่มากไม่น้อยทุกคนคงวาดหวังว่าสักวันหนึ่งเราจะได้เห็นโลกวิญญาณนี้กลับมาโลดแล่นอีกครั้งในเวอร์ชันรีเมค

สามารถติดตามข่าวสารอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ GamerCulture (การ์ตูน)

รับชม Fire Force ใน Netflix ได้ที่นี่

Back to top button

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save