ตอนจบ Chainsaw Man Part 2 กับ 8 ปีที่ฝันเปียกของหนุ่มเลื่อยยนต์อาภัพรัก
ท่ามกลางการต่อสู้อันยาวนาน สิ่งที่เขาสมควรจะได้รับมากที่สุดคือ ความสุขในชีวิตของตัวเอง

เขียนโดย ban.kk
ทันทีที่มังงะ Chainsaw Man ตอนที่ 231 ถูกเผยแพร่ พร้อมทิ้งท้ายว่า ตอนถัดไปจะเป็นตอนสุดท้าย ทันใดนั้นอินเทอร์เน็ตก็ลุกเป็นไฟในพริบตา เพราะแฟนๆ จำนวนมากต่างงุนงงว่า พล็อตเรื่องที่วางไว้และไม่มีทีท่าจะจบลงง่ายๆ นี้จะถูกคลี่คลายไปในทิศทางไหน
แต่อีกด้านพวกเขาก็สัมผัสได้ว่า เรื่องราวที่เต็มไปด้วยการวนลูปไม่รู้จบนี้คงใกล้มาถึงทางตันเต็มที หากดูจากท่าทีของผู้เขียนอย่าง ฟูจิโมโตะ ทัตสึกิ ที่เริ่มจะหมดไฟลงทุกวัน

ฉะนั้นจึงมีความเป็นไปได้สูงที่ตอนจบจะแบ่งฐานแฟนคลับออกเป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งอาจชื่นชมกับการลบทุกอย่างแล้วเริ่มต้นใหม่ ขณะที่อีกฝั่งมองว่าการตัดสินใจแบบนี้ไม่ต่างอะไรจากการทำให้สิ่งที่พวกเขารักดูไร้ความหมาย แต่ถ้าใครติดตามผลงานของฟูจิโมโตะมาตลอดก็จะรู้ดีว่า เขาเป็นคนที่ชอบเห็นความทุกข์ของคนอ่านเป็นเรื่องสนุก เพราะงั้นตอนที่เรากำลังอุทานคำหยาบในใจ เจ้าตัวก็คงนั่งเขียนถึงหนังที่เพิ่งดูมาอยู่ที่ไหนสักแห่ง
อย่างที่รู้ตอนจบของ เชนซอร์แมน ลงเอยด้วยการรีเซ็ตทุกอย่างให้หายไป ไม่มีโศกนาฏกรรม ไม่มีปีศาจเลื่อยยนต์ ไม่มีมากิมะ และเดนจิกับอาสะ มิทากะไม่เคยเจอกันมาก่อน มองเผินๆ ก็ดูเป็นตอนจบที่สวยงาม ทุกคนแยกย้ายไปใช้ชีวิต มีความสุข และสนุกกับเพื่อนๆ แต่ปัญหาอยู่ตรงที่มันทำลายโครงสร้างที่ถูกสั่งสมมาตลอดกว่าร้อยตอนทิ้งอย่างไม่ใยดี
การตัดจบของฟูจิโมโตะในครั้งนี้ชวนให้นึกถึงตัวละคร นิซึมะ เอย์จิ จากเรื่อง Bakuman (2008–2012) อย่างเลี่ยงไม่ได้ เขาเป็นนักเขียนอัจฉริยะที่ตั้งเงื่อนไขกับสำนักพิมพ์ว่า ตัวเองมีสิทธิ์จะตัดจบผลงานตอนไหนก็ได้ตามที่เห็นสมควร บางที ฟูจิโมโตะ เองก็อาจตั้งเงื่อนไขนั้นเอาไว้ตอนที่เขาเริ่มเขียน เชนซอร์แมน พาร์ทสองเพราะหากอ้างอิงจากความนิยมและยอดขายที่ทำได้สูงถึง 6.23 ล้านเล่มในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ก็แทบไม่มีเหตุผลใดเลยที่กองบรรณาธิการจะตัดสินใจตัดจบ เว้นเสียแต่ว่าเขาเป็นคนยื่นคำขอเอง

ซึ่งก็เชื่อว่าหลายคนคงช็อกกับผลลัพธ์ไม่น้อย และคนที่ต้องแบกรับกระแสตีกลับต่อจากฟูจิโมโตะมากที่สุดคงหนีไม่พ้นสำนักพิมพ์อย่าง ชูเอชะ ผู้เป็นคนอนุมัติการตัดสินใจดังกล่าว แต่ครั้นจะรีบตัดสินในตอนนี้ก็ดูจะเป็นการด่วนสรุปเกินไปหน่อย เพราะเอาเข้าจริงการอ่านมังงะเรื่องนี้แบบเป็นเล่มให้ประสบการณ์ที่แตกต่างจากการรออ่านรายสัปดาห์อย่างสิ้นเชิง ดังนั้น การจะชี้วัดว่าตอนจบนี้ดีหรือไม่ดีในเชิงธุรกิจคงต้องรอดูผลตอบรับอีกครั้งตอนที่ เชนซอร์แมน ถูกตีพิมพ์รวมเล่มจนจบสมบูรณ์เสียก่อน
หากสังเกตจะพบว่า Chainsaw Man Part 2 มีปัญหาเรื้อรังในตัวเองมานานแล้ว โดยเฉพาะ การสูญเสียผู้ช่วยฝีมือดีที่เคยร่วมงานกันมาตั้งแต่ยุค Fire Punch (2016–2018) และ Chainsaw Man Part 1 (2018–2020) อย่าง ยูกิโนบุ ทัตสึ(Dandadan), ทัตสึยะ เอ็นโดะ (Spy x Family) และ ยูจิ คาคุ(Hell’s Paradise: Jigokuraku) ซึ่งส่งผลกระทบต่อรายละเอียดของงานภาพในระยะหลัง ขณะเดียวกันการเล่าเรื่องที่ยืดเยื้อเกินความจำเป็น รวมถึงความไม่สม่ำเสมอของคุณภาพโดยรวมก็ยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ให้เด่นชัดขึ้น สะท้อนผ่านยอดขายสัปดาห์แรกของบางเล่มที่ต่ำลงอย่างชัดเจน
ปัจจัยทั้งหมดนี้ค่อยๆ สั่งสมจนทำให้ผู้อ่านบางส่วนเริ่มตั้งคำถามและถึงขั้นมองว่า การจบลง ณ จุดนี้ อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่าการปล่อยให้เรื่องราวดำเนินต่อไปโดยไร้ทิศทาง

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้อ่านอีกกลุ่มหนึ่งกลับมองว่านี่คือสิ่งที่เข้าใจได้ เพราะโลกของ เชนซอร์แมน เต็มไปด้วยความบิดเบี้ยวอยู่แล้วเป็นทุนเดิม กฎที่ว่าโปจิตะหรือ ปีศาจเลื่อยยนต์กลืนกินสิ่งใดลงไป คอนเซ็ปต์และตัวตนของสิ่งนั้นก็จะถูกลบให้หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์จึงเป็นเครื่องมือที่ดูเหมาะสมกับบริบทเมื่อโปจิตะตระหนักว่าตนคือ สาเหตุที่ทำให้เดนจิเผชิญกับความทุกข์มาโดยตลอด และการตื่นขึ้นมาก็อาจเป็นหนทางที่ดีที่สุดเวลาพบเจอกับฝันร้าย
ในเส้นเวลาใหม่ที่ไม่มีปีศาจเลื่อยยนต์ เดนจิยังเป็นเด็กยากไร้ที่ต้องคอยรับจ้างล่าปีศาจเพื่อใช้หนี้ให้กับแก๊งยากูซ่าและได้พบเจอกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่ดูเหมือนจะเดินไปตามทางเดิม แต่แล้วจุดเปลี่ยนก็มาถึง เมื่อเขากำลังถูกฝูงปีศาจซอมบี้เข้ารุมทำร้าย แทนที่โปจิตะจะเข้ามาช่วยเหมือนครั้งก่อน กลับกลายเป็นว่าคนที่ปรากฏตัวขึ้นคือ พาวเวอร์หรือปีศาจเลือด ซึ่งเธอก็ได้ใช้พลังของตัวเองในการรักษาชีวิตเด็กหนุ่มเอาไว้ และบังคับทำสัญญาให้เขาตกเป็นสัตว์เลี้ยงของเธอไปตลอดชีวิต
เหตุการณ์นี้เปรียบเสมือนภาพคู่ขนานเมื่อครั้งที่มากิมะเข้ามาช่วยเขาเอาไว้ในเส้นเวลาเดิม ทว่าสิ่งสำคัญคือ มันสะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่าง พาวเวอร์กับเดนจิ ที่เคยมีในพาร์ทแรกได้อย่างลึกซึ้ง เพราะเธอเป็นผู้หญิงคนเดียวที่เด็กหนุ่มกล้าเรียกอย่างเต็มปากว่าเพื่อน

หลังจากรอดชีวิตมาได้เขาก็ถูกบรรจุเข้าเป็นนักล่าปีศาจภายใต้การบัญชาการของนายูตะหรือปีศาจควบคุม ซึ่งในเส้นเวลานี้เธอได้เข้ามาแทนที่บทบาทของมากิมะอย่างสมบูรณ์ จนกระทั้งวันหนึ่ง เดนจิได้พบกับอาสะที่กำลังอุ้มปีศาจไก่กุ๊กกุ๊กบัคกี้อยู่ในโรงเรียนโดยบังเอิญ และด้วยปฏิกิริยาที่ว่องไวทำให้เขาวิ่งเข้าไปประคองเธอก่อนที่ลื่นล้มได้
การกระทำนี้เปลี่ยนแปลงเรื่องราวของ เชนซอร์แมน อย่างใหญ่หลวง เนื่องจากมันลบล้างจุดตัดสำคัญที่ทำให้อาสะได้พบกับปีศาจสงครามอย่างโยรุและตกลงที่จะทำสัญญาจนนำมาสู่เรื่องราวในพาร์ทสองออกไปจนหมดสิ้น
อาสะที่เห็นเดนจิถือเลื่อยยนต์อยู่ในมือจึงกล่าวขอบคุณเขาด้วยการเรียกเด็กหนุ่มว่า “เชนซอร์แมน” คำพูดดังกล่าวได้สร้างแรงกระเพื่อมต่อหัวใจของเด็กหนุ่มอย่างมหาศาลราวกับเป็นเงาในอดีตที่เขาคุ้นเคย ทว่าความรู้สึกนั้นก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว พร้อมกับปิดฉากเรื่องราวนี้ลงด้วยการที่เดนจิและพาวเวอร์กำลังเดินออกไปหาอะไรรับประทาน แต่ก่อนจากเขาได้หันกลับมามองอาสะ ที่กำลังสนุกกับเพื่อนร่วมห้องเป็นครั้งสุดท้ายด้วยสายตาที่ว่างเปล่าและยากจะอธิบาย

นี่คือบทสรุปอันหวานอมขมกลืนเดนจิได้รับสิ่งที่เขาปรารถนามาโดยตลอด นั่นคือ ชีวิตที่เรียบง่ายและรายล้อมไปด้วยคนที่รัก ขณะเดียวกัน อาสะก็ได้รับการช่วยเหลือจนหลุดพ้นจากชะตากรรมอันน่าเศร้าของตน โดยที่ทั้งสองไม่เคยล่วงรู้เลยว่ามันแลกมากับการเสียสละของคนที่รักเดนจิมากที่สุด และน่าเศร้าที่เขาเองก็ไม่มีวันรับรู้ถึงความจริงข้อนั้น
แน่นอนว่า ไม่ใช่ทุกคนที่รับได้กับทางลงห้วนๆ นี้ แต่สิ่งหนึ่งที่น่าจะเห็นพ้องต้องกันคือ นี่เป็นภาพที่แฟนๆ Chainsaw Man ต่างถวิลหามาโดยตลอด ภาพที่เดนจิไม่ต้องสวมบทเป็นฮีโร่และกลับสู่ความเป็นคนธรรมดา เพราะท่ามกลางการต่อสู้อันยาวนาน สิ่งที่เขาสมควรจะได้รับมากที่สุดคือ ความสุขในชีวิตของตัวเอง
สามารถติดตามข่าวสารอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ GamerCulture (การ์ตูน)






