T1 - Netmarble - Year 2026
RF Online
RF Online
Support [Netmarble] R1 (Mobile)
หนัง

[Review] Onslaught ไม่ปราณี! เมื่อเธอถูกไล่ล่าโดยทหารเหนือมนุษย์

การขยายเรื่องราวของโครงการซุปเปอร์โซลเดอร์สุดวิปริต

เขียนโดย Biliebluu

ย้อนกลับไปเมื่อสิบกว่าปีก่อน Adam Wingard เคยพาผู้ชมไปรู้จักกับอดีตทหารเหนือมนุษย์ใน The Guest (2014) หนังระทึกขวัญเล็ก ๆ ที่กลายเป็นผลงานสุดคัลต์ ของแฟนหนังสายนี้ จนมาในปี 2026 เขากลับมาอีกครั้งใน Onslaught และหยิบเรื่องราวในจักรวาลเดียวกันมาสานต่อเป็นหนังที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม

Onslaught (2026) เป็นหนังแอคชั่นระทึกขวัญ ที่ว่าด้วยเรื่องราวของ Celeste อดีตทหารสาวผู้ปลีกตัวมาใช้ชีวิตในชุมชมรถบ้านทหารผ่านศึกอันห่างไกล และได้มีโอกาสเลี้ยงดูลูกสาวในระยะเวลาสั้น ๆ

แต่ความสุขก็อยู่ได้ชั่วคราว เมื่อมีกลุ่มทหารเหนือมนุษย์ ซุปเปอร์โซลเดอร์ ที่ได้ออกปฏิบัติการไล่เชือดผู้คนตามพื้นที่ ความอันตรายจึงได้คืบคลานเข้ามาเรื่อย ๆ Celsete จึงต้องเอาตัวรอดและหนีตายพร้อมลูกสาว จากทหารเหนือมนุษย์

ภาพยนตร์ดังกล่าวยังคงอยู่ภายใต้การกำกับของ Adam Wingard ร่วมด้วยนักเขียนเดิม Simon Barrett พร้อมดึง Dan Stevens กลับมาร่วมงานกันอีกครั้งกับทบาทใหม่ พร้อมด้วยนักแสดงนำ Adria Arjona สมทบกับ Blake Kennedy, Reginald VelJohnson และ Eric Wareheim

(บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนภายในหนัง)

[Review] Onslaught ไม่ปราณี! เมื่อเธอถูกไล่ล่าโดยทหารเหนือมนุษย์

มองกันแบบภาพรวม เป็นหนังแสลชเชอร์ที่เหมือนจดหมายรักถึงหนังรุ่นพี่ จากหนังคลาสสิคมากมาย โดยผู้กำกับ Adam Wingard เลือกที่จะหยิบกลิ่นอายจากหนังสายนี้หลายเรื่องมายำรวมไว้ในหนังเรื่องเดียว ทั้งการไล่ล่าในพื้นที่ไร้ความช่วยเหลือ ฆาตกรที่ดูอึดตายยาก ไปจนถึงฉากที่ตัวละครต้องหนีตายแบบเลือดสาดท่วมตัว

แต่สิ่งที่ทำให้หนังไม่ใช่แค่การลอกการบ้านจากหนังรุ่นพี่ คือการที่เลือกวางเรื่องราวไว้ในยุคปัจจุบัน ด้วยเรื่องของทหารผ่านศึก อาวุธสงคราม และความฝันของรัฐบาลอเมริกาที่อยากสร้างสุดยอดทหารเหนือมนุษย์ ซึ่งสอดคล้องกับสังคมอเมริกาที่เป็นอยู่ตอนนี้ไม่น้อย

ตัวนางเอกอย่าง Celeste ที่รับบทโดย Adria Arjona คือ Final Girl ตามสูตรสำเร็จของหนังแสลชเชอร์ แต่หนังกลับมอบบทบาทให้เธอเป็นถึงอดีตทหารผ่านศึกที่เคยเป็นพลซุ่มยิงในสงครามมาก่อน ผิดกับหนังสยองขวัญยุคก่อนที่มักจะปล่อยให้นางเอกเอาตัวรอด และเก่งขึ้นทีละนิด

สำหรับ Celeste เธอจึงมีความเก่งกาจมาตั้งแต่ต้น ทั้งทักษะการใช้อาวุธแบบทหาร และความสู้แบบไม่กลัวตาย การดูหนัง Onslaught จึงได้อรรถรสคล้ายกับการเชียร์มวย มันคือความรู้สึกที่นั่งลุ้นว่าเธอจะหยิบทักษะอะไรมาต่อกรกับทหารเหนือมนุษย์พวกนี้ ซึ่งเป็นความสนุกที่หนังแสลชเชอร์ทั่วไปไม่ค่อยมีให้ เพราะมักได้รับแค่เพียงความรู้สึกจากการหนีเอาตัวรอดของคนธรรมดาที่ไร้ทางสู้

[Review] Onslaught ไม่ปราณี! เมื่อเธอถูกไล่ล่าโดยทหารเหนือมนุษย์

ส่วนฝั่งฆาตกรอย่างเหล่าทหารเหนือมนุษย์ หรือ ซุปเปอร์โซลเดอร์ ก็ออกแบบได้เท่และมีคาแรคเตอร์ตามทักษะของแต่ละตัวที่ให้ความร่วมสมัย แม้ลุคจะชวนให้นึกถึงตัวละครในเกมทหารอย่าง Call of Duty ก็ตาม แต่ก็ถือเป็นฆาตกรแบบใหม่ที่ไม่ได้เดินดินไล่ฆ่าเหมือน เจสัน หรือ ไมเคิล ไมเยอร์ส

แต่พวกมันใช้กลยุทธ์การเชือดแบบทหาร หรือแทคติคัล ซึ่งน่าสนใจและมีความใหม่สำหรับหนังแสลชเชอร์ยุคนี้ ทั้งดวงตาที่เรืองแสงจากความสามารถในการมองเห็นในที่มืด ที่คล้ายการใส่ Night Vision ของทหาร ก็ช่วยสร้างภาพจำได้ดีสำหรับตัวฆาตกรทั้งสาม

มาถึงตรงนี้หากใครที่ชื่นชอบหนังแสลชเชอร์ ก็น่าจะสนุกพอสมควร โดยเฉพาะหลายฉากที่หยิบมาจากหนังยุคเก่าที่ชวนให้นึกถึง จึงเหมือนเป็นการเซอร์วิสแฟนหนังสายนี้ โดยเฉพาะความระทึกในแบบเกมจับหนู ระหว่างผู้ล่ากับผู้ถูกล่า

[Review] Onslaught ไม่ปราณี! เมื่อเธอถูกไล่ล่าโดยทหารเหนือมนุษย์

แต่ถึงอย่างนั้น ปัญหาใหญ่ที่เห็นได้ชัดตั้งแต่เปิดเรื่อง คือหนังใช้เวลาปูเรื่องราวช่วงแรกนานเกินไป ตั้งแต่อุดมการณ์ของฝั่ง Dr.Hans Kammler ที่ให้ความเป็นนีโอนาซีที่อยากจะสร้างทหารเหนือมนุษย์ ซึ่งเป็นตัวร้ายมิติเดียว ไปจนถึงการค่อย ๆ เล่าว่าทหารเหนือมนุษย์เก่งอย่างไร ผ่านการกวาดล้างทหารรับจ้างที่เข้ามาทดสอบความเก่งของพวกมันจนตายเรียบ

ขณะที่ฝั่งนางเอกก็ค่อย ๆ ปูความสัมพันธ์กับลูกสาว และคนในชุมชนรถบ้าน โดยใช้การเล่าแบบนับถอยหลังก่อนสู่เหตุการณ์นองเลือด ซึ่งให้ความรู้สึกว่าใช้เวลานานเกินไป จนหลายส่วนของหนังสามารถย่อย และทำให้กระชับอย่างกลมกล่อมกว่านี้ได้ ไปจนถึงขั้นวิธีการนำเสนอ ที่หนังอยากจะมีความเฉพาะตัวด้านงานศิลป์ จนบางช่วงชวนให้รู้สึกหน่วง Onslaught เป็นหนังที่ไม่ได้ใช้จังหวะการเล่าแบบหนังแสลชเชอร์ทั่วไป แต่พยายามไปทาง Slow Burn จากการดื่มด่ำกับแสงสีของความรุนแรง

โดยเฉพาะฉากที่เห็นได้ชัดที่สุด คือการแนะนำตัวละครเจ้าหน้าที่ Cyrus ที่ดูจะเป็นคนวิปริต ที่กำลังมั่วสุมในปาร์ตี้เปลือยกาย ซึ่งดูเป็นลัทธิประหลาด แม้จะดูไม่ค่อยมีเหตุผลกับการที่หนังอยากใส่เข้ามาก็ตาม จนดูเป็นความแปลกตากับวิธีนำเสนอของเนื้อหา ซึ่งกว่าเครื่องจะติด และเริ่มไล่ฆ่า ก็เกือบเข้าช่วงท้ายของหนังแล้ว จนเมื่อย้อนกลับไปดูปลายทางของบทสรุป ช่วงต้นของหนังจึงกลายเป็นการปูที่นานแบบไม่จำเป็น และย้วยเกินไป

Onslaught

ในแง่ประเด็นของเรื่อง หนังดูจะสอดแทรกความกลัวของชาวอเมริกันต่ออาวุธสงครามและความมั่นคง การนำเสนอสังคมของทหารผ่านศึก ไปจนถึงแนวคิดบ้าบิ่นจากการสร้างสุดยอดทหารเพื่อภารกิจของประเทศ แต่ก็ดูจะเบาบางเกินไป เพราะหนังไม่ได้ขยี้ประเด็นเหล่านั้นจนผู้ชมต้องคล้อยตาม เพราะสุดท้ายมันกลายเป็นเพียงหนังไล่เชือดเอาสนุกที่ไม่มีแก่นสารอะไรให้พกกลับบ้าน เป็นหนังที่สนุกแบบพอใช้ แต่ไม่โหด และไปไม่สุดอย่างที่ชื่อเรื่องเขียนไว้ เป็นเหมือนหนังเกรดบีธรรมดา แม้จะอยู่ในค่ายหนัง A24 ก็ตาม

[Review] Onslaught ไม่ปราณี! เมื่อเธอถูกไล่ล่าโดยทหารเหนือมนุษย์

อีกข้อสังเกตคือเรื่องการใช้ทักษะปืนของนางเอก ที่ช่วงแรกหนังปูไว้ว่าเธอใช้อาวุธคล่องแคล่ว และมีความพร้อมจากการชอบสะสมอาวุธ แต่พอถึงจุดที่ต้องใช้จริง หนังกลับสร้างอุปสรรคให้ เช่น เธอไม่มีโอกาสได้ใช้อาวุธของตัวเองเพราะถูกจู่โจมรวดเร็ว จนต้องหนีเอาตัวรอดออกมา กลายเป็นว่าทักษะที่เล่ามาตั้งแต่ต้นถูกเททิ้งไปอย่างดื้อ ๆ แล้วแทนที่ด้วยปมในอดีตว่าเธอเป็นพลซุ่มยิงในสงคราม ที่ทางเลือกอาวุธของเธออาจเป็นเพียงปืนไรเฟิลเท่านั้น มันจึงน่าเสียดายที่หนังไม่ได้ให้เห็นฝีมือการใช้ปืนหลากหลายอย่างที่ปูมาในช่วงต้น

ไปจนปัญหาสุดท้ายที่น่าขัดใจ คือเหล่าทหารเหนือมนุษย์ 3 คนที่ปราบง่ายกว่าที่คิด เพราะช่วงต้นหนังมีการเล่าไว้ว่าพวกมันทนทานและเก่งกาจ จนถึงขั้นล้มทหารรับจ้างได้ทั้งกองพล แต่พวกมันกลับมาพ่ายแพ้ให้นางเอกที่สู้อยู่ตัวคนเดียว จนกลายเป็นการโกงบทให้นางเอกไปหน่อย และทำให้ความน่ากลัวที่ปูมาทั้งหมด ไม่เหลือน้ำหนักเท่าที่ควร ซึ่งแม้ทั้งสองฝั่งเป็นอดีตทหารที่เก่งทั้งคู่ แต่ความรู้สึกชี้เป็นชี้ตายกลับแทบไม่เกิดขึ้น

[Review] Onslaught ไม่ปราณี! เมื่อเธอถูกไล่ล่าโดยทหารเหนือมนุษย์

Onslaught (2026) คือหนังแสลชเชอร์ยุคใหม่ที่มอบบทบาทให้ฆาตกรเป็นทหารเหนือมนุษย์ ไล่ฆ่าแบบแทคติคัลได้อย่างร่วมสมัย และมีนางเอกที่ไม่กลัวตาย เป็นหญิงแกร่งบ้าปืนที่ดูแล้วมันส์สะใจ แต่กลับมีวิธีนำเสนอที่เอื่อยเฉื่อย พยายามให้ดูเป็นหนังอาร์ต ก่อนจะกลายเป็นวิธีการเล่าหนังที่ล้าหลัง และกว่าหนังจะเริ่มเข้มข้นก็เข้าสู่ช่วงท้ายเสียแล้ว มันจึงเน้นเอาความสนุกจากการไล่เชือดอย่างเดียว ไร้ความหวาดเสียว และแรงกดดันที่ทำให้ต้องลุ้นตัวโก่งแก่ผู้ชม

ไปจนถึงบทสรุปของทหารเหนือมนุษย์ก็อ่อนแอกว่าที่คิด จึงเป็นความน่าเสียดายถึงวัตถุดิบที่สามารถต่อยอดเป็นหนังแสลชเชอร์ที่ดีของยุคนี้ได้ แต่หนังเลือกแหวกแนวจนเฉพาะทางเกินไป และขาดเอกลักษณ์ของหนังแสลชเชอร์แบบควรจะเป็น

สามารถติดตามข่าวสารอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ GamerCulture (หนัง)

IMDb

Back to top button

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save