T1 - Netmarble - Year 2026
RF Online
RF Online
Support [Netmarble] R1 (Mobile)
การ์ตูน

[Review] Cyberpunk: Edgerunners 2 ครอบครัวชั่วคราวกับความหวังในการมีชีวิต

และตอนจบของมันค่อนข้างเซอร์ไพรส์เลยทีเดียว

เขียนโดย ban.kk

ด้วยความที่เรื่องราวของ David Martinez และ Lucy สร้างชื่อเสียงให้แก่แฟรนไชส์ ฉะนั้นจึงไม่แปลกหาก Cyberpunk: Edgerunners 2 จะถูกเปรียบเทียบกับผลงานก่อนหน้าทั้งในเชิงเทคนิคและเนื้อหา

โดยเฉพาะเมื่อคนทำโปรโมทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในภาคนี้จะดูเศร้าเคล้าน้ำตามากกว่าภาคแรก ซึ่งนั่นหมายความว่าพวกเขาจะต้องทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่ามาตรฐานเดิมของตัวเอง แต่การสร้างภาคต่อให้ออกมาดีกว่าภาพจำไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะบางครั้งความยึดติดของคนดูก็เป็นกำแพงที่ใหญ่ที่สุดด้วยเช่นกัน

Cyberpunk: Edgerunners 2

เรื่องราวของ Edgerunners 2 จะเริ่มต้นในปี 2078 หลังยุคของ David และเหตุการณ์ภายในเกมภาคหลัก โดยเน้นไปที่เส้นทางของตัวละครหลัก 4 คนอย่าง Roman เด็กหนุ่มช่างภาพผู้หลงใหลในภาพยนตร์แบบดั้งเดิมและพยายามจะบันทึกความจริงของ Night City ผ่านเลนส์กล้อง

Weak Kingsley อดีตตํานาน Edgerunner รุ่นใหญ่ที่เคยก้าวถึงจุดสูงสุด แต่ปัจจุบันกลับสูญเสียร่างไซเบอร์แวร์เกือบทั้งหมดจนกลายเป็นคนธรรมดา แต่เขาก็ยังคงตามหาความหมายของชีวิตในโลกที่ทอดทิ้งเขา พร้อมกับพยายามปกป้อง Talia หญิงสาวสุดห้าวแห่งแก๊ง Maelstrom ผู้ซึ่งเป็นลูกสาวของ Avida คนรักเก่า

และ D เน็ตรันเนอร์สายลุยจากเผ่า Snake Nation ที่เดินทางมายัง Night City เพื่อแก้แค้นคนที่ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของเขา แต่ขณะทำภารกิจ D ได้พบกับชิปข้อมูลปริศนา ซึ่งภายในบันทึกปัญญาประดิษฐ์อันตรายนามว่า Capri เอาไว้โดยบังเอิญ และเรื่องทั้งหมดก็เริ่มจากตรงนั้นเมื่อมันพยายามหา “ร่างโฮสต์” ที่เหมาะสม

ซึ่ง Talia ที่กำลังเผชิญกับภาวะ Cyberpsychosis ก็กลายเป็นตัวเลือกที่ลงตัวที่สุด และแน่นอนว่าหลังจากที่ได้เห็นความสามารถของชิปดังกล่าวองค์กรใหญ่อย่าง Kang Tao ก็ได้เริ่มเปิดศึกไล่ล่าเพื่อหวังที่จะชิงอุปกรณ์นั้นมาเป็นของตัวเอง

Cyberpunk: Edgerunners 2

ทว่าท่ามกลางความวินาศสันตโรที่เกิดขึ้น การกระจายบทบาทและน้ำหนักอย่างเท่าเทียมให้แก่ตัวละครก็ส่งผลให้มันไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องราวการเติบโตหรือการล่มสลายของ “ฮีโร่คนใดคนหนึ่ง” เหมือนที่เกิดขึ้นกับ David Martinez ในภาคแรก แต่เป็น “ภาพสะท้อนหลากมิติของ Night City” ผ่านสายตาของคนที่ยืนอยู่บนจุดที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งถือเป็นการต่อยอดจากเรื่องราวภายในเกมได้ชาญฉลาดเพราะโลกของ Cyberpunk

มีองค์ประกอบอีกหลายอย่างที่สามารถหยิบจับมาใช้ได้ และหลายครั้งมันก็มีความซับซ้อนมากกว่าเรื่องขาวหรือดำ ผู้คนเองก็เช่นกัน

เริ่มจาก Weak เขาคือตัวแทนของ “อดีตและความร่วงโรย” เป็นคนที่เคยผ่านจุดสูงสุดและต่ำสุดมาแล้ว การกระทำของเขาเลยไม่ใช่การไขว่คว้าหาชื่อเสียงหรือเกียรติยศอีกต่อไป แต่เป็นการต่อสู้เพื่อปกป้องสายเลือดและลบล้างความผิดพลาดในอดีต น้ำหนักในส่วนของเขาจึงเต็มไปด้วยความสุขุม ความเจ็บปวด และสัญชาตญาณของการเป็นพ่อ

ขณะที่ Talia แม้ภายนอกจะดูเป็นเด็กสาวที่แข็งกร้าว แต่ภายในกลับมีความถวิลหาสิ่งที่เรียกว่า “ครอบครัว” อยู่ตลอด เพราะด้วยอาการป่วยเรื้อรังและความคาดหวังจาก Kiril Yang ผู้เป็นพ่อ(?) ทำให้เธออาจจะไม่เคยได้สัมผัสถึงความรู้สึกนั้นจริงๆ

ส่วนการเดินทางของ D ก็สะท้อนบาดแผลของคนนอก (Outsider) ที่ถูก Night City กลืนกินเป้าหมายดั้งเดิม “ความแค้นและการหลงทาง” จึงทำให้เรื่องราวของเขาพาผู้ชมไปสัมผัสถึงความอันตรายของโลกไซเบอร์ ความลึกลับของเอไอ และราคาที่ต้องจ่ายเมื่อความโกรธแค้นกลายเป็นสิ่งเดียวที่ขับเคลื่อนชีวิต

โดยที่ Roman ก็เปรียบเสมือนเลนส์ที่พาคนดูเข้าไปสำรวจเมือง Night City ในมุมมองของคนธรรมดาที่ไม่ได้มีพลังไซเบอร์แวร์เหนือมนุษย์ บทบาทของเขาจึงเป็นส่วนที่ช่วยดึงความต่างของผู้คนให้เด่นชัดมากยิ่งขึ้นและทำให้เราเห็นว่าท่ามกลางการปะทะกันขององค์กรใหญ่ คนธรรมดาต้องแลกอะไรบ้างเพื่อบันทึก “ความจริง”

Cyberpunk: Edgerunners 2

ที่สำคัญ การไม่แปะป้ายว่าใครคือ “พระเอก” หรือ “นางเอก” อย่างตรงไปตรงมาทำให้คนดูไม่สามารถคาดเดาได้ว่าใครจะอยู่หรือไป เพราะทุกตัวละครมีโอกาสเพลี่ยงพล้ำ พ่ายแพ้ หรือแม้กระทั่งสูญเสียชีวิตได้ตลอดเวลา

โดยเฉพาะในโลกที่โครงสร้างทางสังคมไม่สามารถคุ้มครองทุกคนได้ การผูกเรื่องให้เส้นทางของพวกเขามาบรรจบกันจึงไม่ใช่เรื่องของอุดมการณ์ใดๆ แต่เป็นความต้องการส่วนตนที่ต่างฝ่ายต่างมีเหตุผลอันชอบธรรมในมุมของตัวเอง

ความสัมพันธ์เชิงครอบครัวที่ถูกถักทอขึ้นเพียงชั่วคราวจึงเปรียบได้กับกลไกการเอาชีวิตรอดอันเปราะบาง หรืออย่างน้อยพวกเขาก็หวังว่ามันจะช่วยประคับประคองชีวิตที่เหลืออยู่ของตนไม่ให้พังลง โดยปริยายพ่อที่ทำทุกอย่างเพื่อลูกสาว หญิงสาวที่ออกไปใช้ชีวิตกับแก๊งข้างถนน ชายที่จมปลักอยู่กับความแค้น และเด็กที่บันทึกทุกอย่างเพื่อไม่ให้ความจริงถูกกลบฝังจึงทำให้ Night City ในภาคนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ฉากหลัง แต่กลายเป็น “ตัวละครหลัก” ที่คอยบดขยี้และทดสอบจิตวิญญาณความเป็นมนุษย์ของทุกคน ไม่ว่าพวกเขาจะพยายามดิ้นรนในฐานะตํานานเน็ตรันเนอร์ หรือแค่ช่างภาพคนหนึ่งก็ตาม

หากภาคแรกคือการที่ David Martinez ถูกผลักดันด้วยความฝันของคนอื่นจนกลายเป็นตำนาน ภาค 2 ก็คือการรื้อถอนความคิดนั้น โดยชี้ให้เห็นว่าใน Night City ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงระบบได้ด้วยตัวคนเดียว และความหวังก็ไม่ได้เกิดจากฮีโร่ แต่เกิดจากการเชื่อมโยงความสัมพันธ์เล็กๆ ระหว่างคนธรรมดาที่พยายามจะใช้ชีวิตในแบบของตัวเอง ซึ่งไม่มากก็น้อย ช่วงเวลาสั้นๆ ที่พวกเขามีร่วมกันทำให้เห็นว่า สิ่งที่มีค่ามากที่สุดอาจไม่ใช่เทคโนโลยีที่ทรงพลัง แต่เป็นความธรรมดา เพราะสำหรับใครบางคนใน Night City นั่นคือความฝันที่อาจไม่มีวันไปถึง

Cyberpunk: Edgerunners 2

เรื่องราวของ Edgerunners 2 จึงมีความเป็นผู้ใหญ่ขึ้น แต่อีกด้านก็เข้าใจได้ว่า ทำไมมันถึงถูกมองว่า ดรอปลงเมื่อเทียบกับภาคแรก ส่วนสาเหตุก็น่าจะมาจากการที่เส้นเรื่องของภาคนี้มีเยอะเกินไป ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของครอบครัว, การอยากมีชีวิตรอด, การแก้แค้น ไปจนถึงการแสวงหาตัวตน ซึ่งหากพิจารณาจากจำนวนตอนก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะใส่รายละเอียดทั้งหมดลงไป

อีกอย่างคือ ด้วยวิธีการเล่าเรื่องที่แบ่งน้ำหนักให้กับทุกตัวละครทำให้พอถึงจุดหนึ่งคนดูอาจรู้สึกว่าจังหวะของเรื่องมีความเท่ากัน เพราะถึงแม้การวางองค์ประกอบแบบนี้จะทำให้มิติของเรื่องดูกว้างไกล แต่มันก็พร้อมกลายเป็นดาบสองคมที่กลับมาทำทิ่มแทงตัวเองด้วยเช่นกัน

ถึงกระนั้น การลดทอนความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งก็แลกมากับการพาคนดูเข้าไปสำรวจโลกของ Cyberpunk มากขึ้นทั้งในแง่ของคนชายขอบ คนที่ชีวิตไม่เป็นไปตามบรรทัดฐานของสังคม คนที่สังคมส่วนใหญ่ไม่ต้องการ ผู้พิการทางร่างกาย หรือแม้แต่ผู้มีปัญหาสุขภาพจิต ซึ่งใครที่เคยเล่นเกมมาก่อนก็จะทราบดีว่ามีอีกหลายเรื่องที่เศร้ากว่าในอนิเมะ

ฉะนั้นปัญหาจริงๆ ของภาคนี้จึงไม่ใช่แนวทาง หากแต่เป็นวิธีการขมวดเนื้อเรื่องเข้าด้วยกัน เพราะเอาเข้าจริงต่อให้งานภาพจะมีลูกเล่นแพรวพราว หรือใช้เทคนิคที่สวยงามตระการตา แต่พอทุกอย่างถูกเล่าออกมาอย่างรวบรัดก็ช่วยไม่ได้ที่ผลงานชิ้นนี้จะถูกตีตราว่าไปไม่สุดสักทางทั้งในด้านบทและดนตรี

[Review] Cyberpunk: Edgerunners 2 ครอบครัวชั่วคราวกับความหวังในการมีชีวิต

อย่างไรก็ตาม นั่นไม่ได้หมายความว่า Edgerunners 2 จะเป็นภาคต่อที่ไม่ประสบความสำเร็จ อันที่จริงจะบอกว่า ตอนจบของมันค่อนข้างเซอร์ไพรส์เลยทีเดียว เพราะก่อนฉายคนดูเกือบทั้งหมดคงปักใจเชื่อว่าชะตากรรมของตัวละครในภาคนี้คงจบไม่สวยแบบที่แล้วมา แต่บทสรุปของเรื่องกลับตรงกันข้าม พวกเขาส่วนใหญ่รอดตายและยังคงมีความหวังในการใช้ชีวิต

ซึ่งนั่นอาจเป็นไม่กี่สิ่งที่ทำให้เห็นว่า การอยู่ในเมืองแบบ Night City ไม่จำเป็นต้องจบลงด้วยโศกนาฏกรรมเสมอไป เพราะท้ายที่สุดแล้วเราอาจจะแค่อยากให้ทุกคนได้มีชีวิตที่ปกติในโลกที่ไม่ปกติเท่านั้นเอง

Netflix

รับชม Cyberpunk: Edgerunners 2 ได้ที่นี่

สามารถติดตามข่าวสารอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ GamerCulture (การ์ตูน)

Back to top button

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save