T1 - Netmarble - Year 2026
RF Online
RF Online
Support [Netmarble] R1 (Mobile)
หนัง

[Review] Street Fighter จืดสนิท! เมื่อการมีแฟนเซอร์วิสไม่ได้ทำให้หนังดูดีขึ้น

เป็นอีกครั้งที่การดัดแปลงจากเกมสู่ภาพยนตร์ไม่ประสบความสำเร็จ

เขียนโดย Biliebluu

หลังจากที่ Street Fighter เคยถูกสร้างเป็นหนังมาแล้วในช่วงปี 90 แต่ด้วยผลลัพธ์ที่แฟนเกมแทบไม่อยากพูดถึง

จนตอนนี้แฟรนไชส์เกมต่อสู้ระดับตำนานก็กลับมาอีกครั้งใน Street Fighter ปี 2026 ที่เล่นใหญ่กว่าเดิม ด้วยคุณภาพงานซีจีกราฟฟิคที่ล้ำสมัย พร้อมขนตัวละครจากเกมต้นฉบับมาแบบครบชุด

เรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงปี 1993 เหตุการณ์ดำเนินต่อจากช่วงที่ Ryu และ Ken ศิษย์ร่วมสำนักต่างสายเลือดที่ได้ห่างเหินกันไปจากเหตุการณ์ที่ไม่ลงรอยกันในอดีต จนทั้งสองต้องกลับมาลงแข่งทัวร์นาเมนต์อีกครั้ง แต่หารู้ไม่ว่าการจัดการแข่งครั้งนี้เป็นเพียงการจัดฉากของจอมวายร้ายอย่าง Bison ที่ต้องการจะหลอกล่อ และดึงดูดพลังงานของ Ryu มาให้เป็นของตัวเอง

นี่จึงถือเป็นผลงานชิ้นเอกจากค่ายเกม Capcom ที่ภูมิใจเสนอ โดยหนังอยู่ภายใต้การกำกับของ Kitao Sakurai สมทบด้วยนักแสดงมากมาย Andrew Koji, Noah Centineo, Callina Liang, David Dastmalchian, Cody Rhodes, Andrew Schulz และอีกมากมาย

(บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนภายในหนัง)

Street Fighter

หากจะว่าถึง Street Fighter (2026) เป็นหนังที่ดูแล้ว “ไม่ผิดคาดแต่ก็ไม่ได้เกินคาด” ก็คงจะไม่ผิดนัก เพราะหนังเลือกที่จะดำเนินเรื่องแบบตามสูตรการเดินทางของฮีโร่โชเน็น ทั้งการรวมตัวนักสู้ การเข้าร่วมทัวร์นาเมนต์ การเผชิญหน้ากับตัวร้ายในช่วงท้าย และการต่อสู้กับความมืดภายในจิตใจ ต่างเป็นสิ่งที่ผู้ชมเคยเห็นกันมานับครั้งไม่ถ้วน จนทำให้ผู้ชมแทบไม่ต้องสงสัย และเดาออกว่าทิศทางของหนังจะไปจบที่ตรงไหน เพราะอย่างไรเสียฝ่ายธรรมะก็ต้องเป็นผู้ชนะอธรรมอยู่แล้ว

ความรู้สึกลุ้นระทึกที่หนังต่อสู้ควรมีจึงแทบไม่เกิดขึ้น หลงเหลือเป็นเพียงความรู้สึกของการได้เห็นตัวละครเผด็จศึกคู่ต่อสู้แบบรายตัว เปรียบเหมือนการต่อสู้ในแต่ละด่านเพียงเท่านั้น

[Review] Street Fighter จืดสนิท! เมื่อการมีแฟนเซอร์วิสไม่ได้ทำให้หนังดูดีขึ้น

ปัญหาที่ชัดเจนที่สุดคงเป็นเรื่องการแบ่งพื้นที่ให้ตัวละครต่าง ๆ โดยหนังพยายามยัดนักสู้ เหล่าตัวละครชื่อดังจากเกมเข้ามาเยอะมาก เพื่อเอาใจแฟนเกมที่อยากเห็นตัวละครคนโปรดของพวกเขาบนจอใหญ่

แต่ด้วยความจำกัดทางด้านเวลาของหนังที่มีเพียงประมาณสองชั่วโมง ผลลัพธ์ที่ได้จึงแทบไม่มีใครได้พื้นที่เฉิดฉายนอกจาก Ryu และ Ken ตัวละครอื่นจึงเป็นเพียงการโผล่มาให้หอมปากหอมคอ และถูกผลักออกตัดบทจนดูจืดจาง กลายเป็นหนังที่เน้นปริมาณคอนเทนต์จากการมีอยู่ของตัวละครให้ครบ มากกว่าการมอบบทบาทที่มีความหมายต่อเนื้อเรื่อง

และด้วยการตัดต่อที่เร่งรีบจากเหตุการณ์หนึ่งไปสู่อีกเหตุการณ์หนึ่ง ก็ยิ่งซ้ำเติมให้เรื่องราวดูห้วน และขาดความต่อเนื่อง จนความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครไม่ได้รับการปูพื้นให้เป็นมิติความสัมพันธ์อย่างที่ควรจะเป็น

[Review] Street Fighter จืดสนิท! เมื่อการมีแฟนเซอร์วิสไม่ได้ทำให้หนังดูดีขึ้น

ตัวละครที่น่าพูดถึงอย่าง Chun-Li คือตัวอย่างที่น่าเสียดายที่สุด ในฐานะตัวละครที่แฟนเกมต่างรอคอย และคาดหวังมากที่สุดตัวหนึ่ง เธอกลับมีบทบาทไม่มากนัก และฉากต่อสู้ก็มีให้เห็นเพียงน้อยนิด น่าเสียดายสำหรับนักแสดงอย่าง Callina Liang ที่เบื้องหลังได้ทุ่มเทกับการฟิตร่างกาย และท่อนขาเพื่อให้ใกล้เคียงกับรูปลักษณ์ของตัวละคร Chun-Li จากในเกมมากที่สุด

แต่ด้วยปัญหาของบทหนัง มันจึงไม่ได้ใช้ศักยภาพของนักแสดงให้คุ้มค่า และทำให้ Chun-Li กลายเป็นเพียงตัวละครประกอบในหนัง กลายเป็นความผิดหวังกับแฟนเกมที่ตัวละครของเธอควรถูกให้ความสำคัญมากกว่านี้อีกเสียหน่อย

นำไปสู่ในส่วนของนักแสดง ที่ต้องยอมรับว่าหนังไม่ได้มีพลังดาราที่แข็งแกร่งมากพอจะดึงผู้ชมวงกว้างให้เข้ามารับชมหนังได้ เพราะนักแสดงส่วนใหญ่เป็นเพียงนักแสดงเกรดรองที่ยังไม่ใช่แม่เหล็กระดับดาราบ๊อกซ์ออฟฟิศ ถึงแม้จะต้องชื่นชมว่านักแสดงทุกคนภายในเรื่อง ที่มีความทุ่มเทกับบทบาทของตัวเองอย่างเต็มที่ก็ตาม

แม้แต่ David Dastmalchian ที่ปกติมีผลงานการแสดงที่โดดเด่นอยู่แล้ว และอาจเป็นดาราที่โด่งดังที่สุดของหนังเรื่องนี้ เขาก็ต้องมาติดอยู่กับบทบาทวายร้ายที่แสนน่าเบื่ออย่าง Bison วายร้ายแบบด้านเดียว ที่เพียงกระหายอำนาจ และอยากครอบครองพลังอันยิ่งใหญ่ด้วยความชั่วร้าย ซึ่งเป็นวายร้ายที่ไม่มีมิติ หรือเสน่ห์พอให้น่าจดจำ

[Review] Street Fighter จืดสนิท! เมื่อการมีแฟนเซอร์วิสไม่ได้ทำให้หนังดูดีขึ้น

ถึงอย่างนั้นหนังก็ไม่ได้ปิดบังตัวเองว่าเป็นหนังสไตล์ไหน เพราะมันเลือกที่จะเดินตามกลิ่นอายของหนังแอ็กชันยุค 90 ทั้งการวางฉากหลังไว้ในปี 1993 ซึ่งเป็นช่วงรุ่งเรืองของเกมต้นฉบับ พร้อมเพลงประกอบที่เล่นกับบรรยากาศแบบหนังแอ็กชันยุคนั้นอย่างเต็มที่ และการเล่นมุก หยอดความตลกแบบหนังเก่า ซึ่งอาจเป็นความบันเทิงกับผู้ชมทั่วไปที่ไม่ได้คาดหวังอะไรกับหนัง

แต่สำหรับแฟนเกมที่อยากเห็นความจริงจัง และการให้เกียรติต้นฉบับของเกม ก็อาจรู้สึกว่าหนังติดเล่นสนุกเกินไปเสียหน่อย โดยเฉพาะมุกตลกหลายจังหวะที่ดูตื้นเขินจนดูธรรมดา และใส่เข้ามาผิดที่ผิดเวลา จนตัดทอนความเข้มข้นของเรื่องราวไปเกือบหมด จนกลายเป็นหนังเด็กไปโดยปริยาย

[Review] Street Fighter จืดสนิท! เมื่อการมีแฟนเซอร์วิสไม่ได้ทำให้หนังดูดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม หนังก็ยังมีสิ่งที่สร้างความน่าประทับใจได้อยู่เล็กน้อย เช่น คุณภาพงานซีจีที่ทำออกมาได้สมราคา ให้ความรู้สึกล้ำสมัยแบบโลกวิดีโอเกมที่ไม่จำเป็นต้องให้ความสมจริง และหน้าตารูปลักษณ์ของตัวละครหลายตัวก็ออกแบบมาให้ถูกใจแฟนเกม ไปจนถึงความทุ่มเทของนักแสดงที่ฟิตร่างกายกันเต็มที่ ทำให้เห็นถึงความตั้งใจในงานเบื้องหลังอย่างเห็นได้ชัด

ส่วนฉากแอ็กชันก็ไม่ได้ดูแย่ เพราะการชกต่อยที่มีน้ำหนัก ไปจนมุมกล้องเทคนิคงานภาพในฉากแอ็กชันก็ทำออกมาได้ดี ซึ่งเป็นสิ่งที่แฟนหนังแอ็กชันอยู่ในระดับจะพอใจ แต่ที่ดีและโดดเด่นที่สุด จึงอาจเป็นพาร์ทอนิเมะที่คอยสอดแทรกมาตามฉาก

ด้วยลายเส้นสไตล์อนิเมชัน และฉากต่อสู้ที่อลังการ จนอาจดูดีกว่าในพาร์ทคนแสดงส่วนใหญ่เสียอีก มันจึงทำให้อดคิดไม่ได้ว่า ถ้าหนังเรื่องนี้ถูกสร้างออกมาเป็นอนิเมะแบบเต็มตัว ก็น่าจะตอบโจทย์โลกของสตรีทไฟท์เตอร์ได้ดีกว่ามาทำเป็นหนัง Live Action ก่อนจะปิดบทสรุปของหนังที่ไม่ได้จบในตัวเอง แต่มีการเปิดทางที่นำไปสู่ภาคต่อซึ่งแอบน่ากังวลเมื่อคุณภาพของ Street Fighter (2026) ออกมาในระดับที่ไม่ใช่หนังที่ดี จะยังได้รับโอกาสจากผู้สร้าง และแฟนเกมให้กลับมาแก้ตัวในหนังภาคต่อไปอีกหรือไม่

[Review] Street Fighter จืดสนิท! เมื่อการมีแฟนเซอร์วิสไม่ได้ทำให้หนังดูดีขึ้น

Street Fighter (2026) จึงกลายเป็นความผิดหวังเล็ก ๆ ของแฟนเกมอย่างแน่นอน เพราะหนังไม่ได้ดีอย่างที่คาดหวัง ทั้งบทจืดจาง และเนื้อเรื่องที่ธรรมดาเกินไป แม้จะมีการขนตัวละครจากเกมมามากมายให้เป็นแฟนเซอร์วิส แต่ก็ไม่สามารถประคองให้เป็นหนังที่น่าจดจำได้ จึงอาจเป็นการวนลูปซ้ำอีกครั้ง ว่าหนังที่ถูกดัดแปลงจากวิดีโอเกม มักถูกสร้างออกมาไม่ค่อยน่าพอใจ หากเข้าไปรับชมโดยที่ไม่คาดหวังอะไรมาก ก็ยังเพลิดเพลินได้ในฐานะหนังแอ็กชันทั่วไป ด้วยฉากต่อสู้ที่ทำออกมาได้พอใจ แต่ถ้าหวังว่า นี่จะเป็นหนังจากเกมที่ดีแบบ Resident Evil (2026) ที่เพิ่งออกฉายก่อนหน้า ก็ยังต้องบอกว่าห่างชั้นกันพอสมควร

สามารถติดตามข่าวสารอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ GamerCulture (หนัง)

Official Website

Back to top button

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save