T1 - Netmarble - Year 2026
RF Online
RF Online
Support [Netmarble] R1 (Mobile)
หนัง

[Review] Oasis: Don’t Look Back In Anger บทบันทึกคืนดีของสองพี่น้องแกลลาเกอร์

เมื่อการให้อภัยไม่เคยง่าย แต่ยิ่งใหญ่และงดงาม

เขียนโดย ban.kk

วันที่ 27 สิงหาคม ปี 2024 อาจเป็นวันธรรมดาของใครหลายคน แต่สำหรับแฟนเพลง Oasis นี่เป็นวันที่พวกเขาไม่เคยคิดฝันว่าจะได้เห็นมันอีก

[Review] Oasis: Don’t Look Back In Anger บทบันทึกคืนดีของสองพี่น้องแกลลาเกอร์

เพราะทันทีที่โซเชียลมีเดียของวงที่มีผู้ติดตามนับล้านได้ลงภาพของสองพี่น้อง Gallagher อย่าง Noel และ Liam ในเฟรมเดียวกัน พร้อมกับประกาศว่าทั้งคู่จะกลับมาร่วมทัวร์คอนเสิร์ตด้วยกัน ทันใดนั้น อินเทอร์เน็ตก็ลุกเป็นไฟ ผู้คนต่างปลื้มปิติและแสดงความยินดีที่จะได้เห็นพวกเขากลับมาร้องเพลงร่วมกันอีกครั้ง หลังจากห่างหายไปนานถึง 15 ปีนับตั้งแต่เหตุทะเลาะวิวาทในเทศกาลดนตรี V Festival ที่ Weston Park ปี 2009 จนส่งผลให้ Noel ประกาศยุติบทบาทกับวงในตอนนั้น

การกลับมาของวง โอเอซีส จึงเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่มาก ไม่ใช่เพราะมันเป็นการหวนคืนของหนึ่งในวงร็อกระดับตำนานที่มีอิทธิพลสูงที่สุดในยุค 90s อย่างเดียว

หากแต่เป็นเหมือนจุดสิ้นสุดความขัดแย้งอันยาวนานของสองพี่น้อง Gallagher ด้วย ทว่านัยหนึ่งท่ามกลางความดีใจคำถามที่ยังคงคั่งค้างอยู่ในใจของแฟนเพลง รวมถึงคนที่รู้จักปูมหลังของพวกเขาหลายคนก็คือ เหตุใด Noel และ Liam ที่แทบจะไม่เผาผีกันถึงได้กลับมาคืนดีกันอีกครั้ง? แต่ก็นั่นแหละ เมื่อภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าคือของจริง บางทีคำตอบของคำถามนั้นก็อาจไม่ได้มีความสำคัญอะไรอีกต่อไป

Oasis

สารคดีเรื่อง Oasis: Don’t Look Back In Anger ที่กำกับโดย Will Lovelace และ Dylan Southern เขียนบทโดย Steven Knight ก็ดูจะคิดแบบนั้น เนื่องจากเรื่องราวส่วนใหญ่ของหนังไม่ได้โฟกัสว่าอะไรคือต้นเหตุของความขัดแย้ง แต่เป็นการพาผู้ชมเข้าไปสำรวจห้วงเวลาหลังจากที่ทุกอย่างสิ้นสุดลงผ่านภาพของการซ้อมดนตรี การเดินทางทัวร์คอนเสิร์ต Oasis Live ’25 ไปจนถึงการจับทั้งคู่มานั่งสัมภาษณ์บนโต๊ะเดียวกัน โดยไม่พยายามที่จะฝืนเปลี่ยนมันให้กลายเป็นบทละครน้ำเน่าที่ตื้นเขิน

ซึ่งตรงจุดนี้เองที่ทำให้ความเป็นสารคดีของหนังสามารถสำแดงพลังได้อย่างเต็มที่ เพราะเราไม่ได้ดูสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ แต่กำลังดูความเป็นไปของผู้คนที่เฝ้ารอช่วงเวลานี้มาตลอด

ภาพของฝูงชนที่แห่แหนมาดูคอนเสิร์ตพลางร้องเพลงอยู่เบื้องล่างจึงดูสมจริงยิ่งกว่าสิ่งใด และที่สำคัญ มันเป็นโมเมนต์ที่ไม่มีใครสามารถสั่งให้เกิดขึ้นได้อีกครั้ง เมื่อกล้องใดก็ตามที่กล้องจับจ้องไปยังพวกเขาความรู้สึกทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น รอยยิ้ม ความสุข รวมไปถึงคราบน้ำตาจะถูกบันทึกเอาไว้และถ่ายทอดออกมาในแบบที่แม้แต่หนัง Fiction เองก็ไม่สามารถทำได้ เพราะต่อให้หนังจะสร้างฉากโอ่อ่าอลังการได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่อาจสร้างได้ก็คือ ความรู้สึกของคนที่รอ โอเอซีส กลับมาเป็นสิบกว่าปี

Oasis

การ Reunion ในรอบ 15 ปีของ โอเอซีส จึงเป็นมากกว่าแค่การเดินขึ้นเวที แต่ยังเป็นการกลับมาของอิทธิพลทางวัฒนธรรมรูปแบบหนึ่ง นั่นคือการส่งสัญญาณว่าบทเพลงร็อกของชนชั้นแรงงานยุค 90s ที่เคยขับเคลื่อนวัยรุ่นทั้งโลก ไม่ได้เลือนหายไปตามกาลเวลา หากแต่ผ่านการส่งต่อและหยั่งรากลึกลงไปในจิตวิญญาณของผู้คนข้ามยุคสมัยเหมือนคำกล่าวที่ว่า “โอเอซีส ไม่ใช่วงดนตรี แต่คือลมหายใจและตัวตนของผู้คน”

การที่เพลงอย่าง Wonderwall, Live Forever, Champagne Supernova หรือแม้กระทั่ง Don’t Look Back In Anger ตามชื่อเรื่อง ถูกตะโกนร้องก้องกระหึ่มอีกครั้งจึงไม่ใช่แค่ความโหยหาอดีตของคนรุ่นพ่อแม่ แต่ยังเป็นการเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ได้สัมผัสกับเสน่ห์ของดนตรีร็อกแบบดิบๆ ที่ปราศจากการปรุงแต่ง ซึ่งก็ประจวบเหมาะกับที่วงการดนตรีกำลังถูกตั้งคำถามถึงการมีอยู่ของเอไอในปัจจุบัน

ไม่มากไม่น้อย ดนตรีของ โอเอซีส จึงเป็นทั้งประวัติศาสตร์ ตัวแทนความทรงจำ และถ้อยคำที่เชื่อมโยงคนต่างรุ่นเข้าด้วยกัน หรือจะบอกว่าพวกเขาคือไอคอนิคของยุคสมัยก็คงจะไม่ผิดเสียทีเดียว หลายคนอาจโตมากับ โอเอซีส ตั้งแต่ยุคเฟื่องฟู

ขณะที่บางคนอาจยังไม่เกิดด้วยซ้ำตอนที่วงแตก แต่ทุกคนกลับสามารถร้องเพลงเดียวกันได้ ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้คุณไม่ใช่แฟนเพลง อย่างน้อยก็ต้องเคยได้ยินเกียรติศัพท์อันเลื่องลือของสองพี่น้องมาบ้าง ซึ่งสิ่งที่ดูตลก แต่ก็เหมือนกับคำสารภาพที่ตระหนักในปาฏิหาริย์นั้นคือคำพูดของ Liam ในวัย 54 ปี ที่ถามอย่างตรงไปตรงมาว่า “ทำไมแฟนเพลงยังศรัทธาเราอยู่ ทั้งที่พวกเราเป็นไอ้เวรที่ทำตัวโคตรน่ารำคาญมา 30 ปี”

ถ้าจะพูดให้ถูกคือ Don’t Look Back In Anger ทำให้เห็นว่าคนรุ่นใหม่และรุ่นเก่าที่ผูกช่วงชีวิตหนึ่งไว้กับเพลงเหล่านี้ได้กลับมาพบกันอีกครั้งเป็นอย่างไร ความหมายของ Reunion จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่การคืนดีของสองพี่น้อง แต่เป็นการคืนบางสิ่งให้กับคนจำนวนมหาศาลที่เคยคิดว่าพวกเขาจะไม่มีโอกาสได้สัมผัสมันอีกแล้ว

Oasis

เช่นเดียวกับ Noel และ Liam ที่เป็นแกนหลักของเรื่อง อย่างที่กล่าวไปข้างต้น หนังไม่ได้ให้น้ำหนักไปที่ปัญหาคาราคาซังของทั้งคู่มากนัก

หาก Oasis: Supersonic (2016) เคยบันทึกความดิบเถื่อนและมุทะลุของ โอเอซีส ในวัยหนุ่ม Don’t Look Back in Anger ก็คงเป็นเหมือนภาคต่อของพวกเขาในฐานะชายวัยกลางคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมามากพอที่จะมองอดีตด้วยสายตาอีกแบบ เพราะถึงแม้ภายนอกจะดูยียวนกวนประสาท และชอบสบถเหมือนเดิม แต่ความเกลียดชังที่เคยมีให้กันกลับถูกทำให้จางหายไปด้วยกาลเวลา ไม่มีความเกรี้ยวกราด หรือความโกรธ มีเพียงแค่มนุษย์สองคนที่แก่ลงและเรียนรู้ที่จะอยู่กับอดีตของตัวเอง

ภาพของ Liam ที่ถอยห่างออกมาดูพี่ชายอย่าง Noel ร้องเพลง Don’t Look Back in Anger อย่างเงียบงันอาจมากพอที่จะพิสูจน์ว่าความสัมพันธ์ของพวกเขาดีขึ้นกว่าแต่ก่อน เพราะในมุมของคนที่เคยใช้คำพูดทำร้ายกันมาตลอด การมองอยู่เฉยๆ โดยไม่ปริปากอะไรก็อาจเป็นวิธีการคืนดีที่เหมาะสมสำหรับพวกเขา

และการที่หนังไม่เปิดเผยความจริงทุกด้านออกมาก็มองได้ว่า เป้าประสงค์ของคนทำไม่ใช่การเข้าไปฟื้นฝอยหาตะเข็บ หากแต่เป็นการเข้าไปสำรวจสิ่งที่ยังหลงเหลืออยู่บนความรุ่งโรจน์อย่าง “เพลง” ที่จนถึงตอนนี้ก็ยังคงดังกึกก้องอยู่ในใจของผู้คน ซึ่งก็อย่างที่รู้แม้บทบาทของวงจะยุติไป แต่แฟนเพลงคือคนที่ช่วยกันทำให้ โอเอซีส ยังมีชีวิตอยู่ด้วยการรักษาจิตวิญญาณดั้งเดิมของมันเอาไว้

นัยหนึ่งหนังเรื่องนี้จึงทำหน้าที่เป็นเหมือนจดหมายรักถึงแฟนเพลงที่คอยให้อภัยในความงี่เง่าของพวกเขา

Oasis

จริงอยู่ที่ภาพรวมของหนังไม่ใช่สารคดีที่ขุดลึกไปถึงรากเหง้าอย่างที่หลายคนวาดหวังเอาไว้ โดยเฉพาะหากใครก็ตามที่ดูจบก็คงจะสัมผัสได้ว่า การกลับมารวมตัวกันอีกครั้งของ โอเอซีส อาจไม่ใช่เรื่องที่มีความสลับซับซ้อนใดๆ พวกเขาเพียงแค่รู้จักที่จะปล่อยวางและให้อภัย แต่บางครั้งการทำอย่างนั้นได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

และกระบวนการดังกล่าวก็อาจกินเวลายาวนานกว่าสิบปีเพื่อที่จะทำให้ทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง

สิ่งที่หนังสื่อสารกับคนดูจึงไม่ใช่คำถามที่ว่า “เกิดอะไรขึ้นระหว่าง Noel กับ Liam” หากแต่เป็น “เพลงของ โอเอซีส ต่างหากที่ส่งผลอะไรกับผู้คน” การใส่ฉากคอนเสิร์ตมากกว่าเนื้อหาของบทสัมภาษณ์เลยยิ่งพิสูจน์ชัดว่าเลนส์ที่คนทำใช้มอง โอเอซีส นั้นคืออิทธิพลทางดนตรีที่มีความสำคัญมากกว่าเบื้องหลังของการคืนดี เพราะลำพังแค่เห็นพวกเขาเดินเข้ามาจับมือ หรือกอดกันเล็กๆ น้อยๆ หลังจากที่แสดงคอนเสิร์ตเสร็จก็มากพอที่จะสร้างความประทับใจให้แก่คนดูได้อย่างไม่ยากเย็น (ภาพที่โผกอดกันในคอนเสิร์ตครั้งแรกที่จัดขึ้นในเมือง Cardiff เป็นที่พูดถึงอย่างมาก) ซึ่งความเรียบง่ายแต่ทรงพลังนี้เองที่ทำให้มวลอารมณ์ทั้งหมดที่ปรากฏขึ้นในหนังดูมหัศจรรย์และงดงามด้วยตัวของมันเอง

หรือถ้าพูดแบบรวบยอด นี่ไม่ใช่หนังสารคดีที่โฟกัสไปที่ตัวของ Noel และ Liam แต่เป็นหนังที่จ้องมองไปยังความร่วมสมัยของ Oasis ที่ด้านหนึ่งหากความบาดหมางของสองพี่น้องเคยทำลายวงจนย่อยยับ ดนตรีและความรักของแฟนเพลงก็คือสิ่งที่พาพวกเขากลับมาเจอกันอีกครั้ง ในวันที่ทั้งคู่เรียนรู้ที่จะหันกลับไปมองความผิดพลาดในอดีตของตนเอง โดยที่ไม่จำเป็นต้องโกรธเคืองอะไรอีกต่อไป และนั่นอาจเป็นความหมายที่งดงามที่สุดของ Don’t Look Back in Anger ด้วยเช่นกัน

ติดตามข่าวสารภาพยนตร์และซีรีส์เรื่องอื่น ๆ ได้ที่ GamerCulture (หนัง)

IMDb

Back to top button

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save