Terminator Zero กับทฤษฎีที่อาจอธิบาย ไทม์ไลน์ทั้งหมด เมื่อการย้อนเวลาอาจไม่เคยเปลี่ยนอนาคตได้เลย
จอห์น คอนเนอร์ อาจไม่เคยช่วยโลกของตัวเองได้เลย

เขียนโดย เต่ากัดยาง
Terminator Zero แม้ไม่ได้ไปต่อซีซั่น 2 แต่อาจทำให้เราดูภาคเก่า ๆ ได้สนุกขึ้นเมื่อได้มุมมองใหม่ว่า ไทม์ไลน์เทอร์มิเนเตอร์แต่ละภาคไม่ได้เรียงต่อกัน แต่กำลังเล่าเรื่องความเป็นไปได้ของการกระทำของเหล่ามนุษย์ และ AI และจอห์น คอนเนอร์อาจไม่เคยช่วยโลกของตัวเองได้เลย
ในปีนี้ Terminator 2: Judgment Day จะถูกนำกลับมาฉายโรงใหม่ เนื่องในโอกาสที่ตัวหนังมีอายุครบ 35 ปี แม้จะผ่านมานานขนาดนี้แต่เรื่องราว และตัวละครจากหนังภาคนี้ก็ยังคงได้รับความนิยมอยู่เสมอ เห็นได้จากการที่ยังมีเกมที่ดัดแปลงจากตัวหนังโดยตรงซึ่งวางขายไม่นานมานี้ หรือ ตัวละคร T-800 และ T-1000 ทีไปเป็น DLC ใน Mortal Kombat 1, Call of Duty, Fortnite ฯลฯ
แต่จากความนิยมนี้หากมองอีกมุมหากไม่นับซีรีส์หรือคอมมิค เราก็เห็นได้ว่านี่มันอีกเป็นข้อเสียใหญ่ของจักรวาล เทอร์มิเนเตอร์ ที่แม้หนังมันจะนิยมมากก็จริง แต่มันนิยมแบบกระจุก นิยมแค่ภาคเดียว

ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาหนึ่งในปัญหาใหญ่ที่สุดของแฟรนไชส์ เทอร์มิเนเตอร์ ไม่ใช่เรื่องคุณภาพของภาคต่อหรือการเปลี่ยนแปลงนักแสดง แต่เป็นคำถามที่แฟน ๆ ถกเถียงกันมาโดยตลอดว่า “กฎของการเดินทางข้ามเวลาในจักรวาลนี้ทำงานอย่างไรกันแน่”
ความไม่ชัดเจนไม่ต่อเนื่องความขัดแย่งของแต่ละภาคนำมาสู่ประเด็นที่ทำให้ผู้ชมมองว่าผู้สร้าง เทอร์มิเนเตอร์แต่ละภาคไม่ได้ใส่ใจแฟน ๆ นึกอยากเล่าอะไรก็เล่า ผู้ชมเลยเลือกที่จะชอบภาคที่สนุกที่สุดไม่ได้สนใจความเป็นจักรวาลความต่อเนื่องเหมือนจักรวาล Marvel

ในภาพยนตร์ภาคแรกอย่าง The Terminator และ Terminator 2: Judgment Day ผู้ชมจำนวนมากเข้าใจว่าการย้อนเวลาเป็นวงจรปิด (Closed Loop) ที่อดีต ปัจจุบัน และอนาคตเชื่อมต่อกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไคล์ รีสถูกส่งกลับมาในอดีตจนกลายเป็นพ่อของจอห์น คอนเนอร์ เหตุการณ์ทุกอย่างดูเหมือนถูกกำหนดเอาไว้แล้ว

แต่เมื่อแฟรนไชส์ดำเนินต่อไป ความชัดเจนดังกล่าวกลับเริ่มสั่นคลอนใน Terminator 3: Rise of the Machines โลกยังคงมุ่งหน้าไปสู่วันพิพากษา แม้ตัวละครจะพยายามหยุดยั้งมันอย่างเต็มที่ ขณะที่ Terminator Genisys กลับเปลี่ยนแปลงอดีตจนไทม์ไลน์แทบไม่เหลือเค้าเดิม ส่วน Terminator: Dark Fate เลือกตัด Skynet ออกจากสมการ และแทนที่ด้วย AI ตัวใหม่อย่าง Legion

คำถามจึงเกิดขึ้นว่า หากอดีตสามารถถูกเปลี่ยนได้จริง เหตุใดโลกจึงยังเดินหน้าไปสู่หายนะอยู่เสมอ
จนกระทั่งการมาถึงของอนิเมะ Terminator Zero ของ Netflix ที่กลายมาเป็นคำตอบของแทบจะทุกคำถาม เพราะแทนที่ตัวอนิเมะจะพยายามอธิบายว่าภาคใดเป็นภาคหลักหรือภาคใดเป็นภาครอง Terminator Zero กลับเสนอแนวคิดที่เรียบง่ายกว่า นั่นคือ การเดินทางข้ามเวลาอาจไม่เคยเปลี่ยนอนาคตเดิมได้เลย
เมื่อการย้อนเวลาไม่ใช่การแก้ไขอดีต แต่เป็นการสร้างโลกใหม่
การเล่าเรื่องที่ฉีกออกจากสื่อภาพยนตร์ใน Terminator Zero คือการอธิบายว่าทันทีที่ใครก็ตามเดินทางย้อนเวลา เขาไม่ได้กลับไปเปลี่ยนโลกของตัวเอง แต่กำลังสร้างเส้นเวลาชุดใหม่ขึ้นมา หากอธิบายแบบง่ายที่สุด ในปี 2029 โลกถูก Skynet ทำลาย มนุษย์จึงส่งนักรบกลับไปยังปี 1997 เพื่อเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์แต่ทันทีที่นักรบคนนั้นเดินทางถึงอดีต เขาไม่ได้กลับไปยังอดีตของโลกเดิมอีกต่อไป เขาเพียงแค่สร้าง “โลกอีกใบ” ที่มีประวัติศาสตร์แตกต่างจากโลกต้นทาง

นั่นหมายความว่าโลกปี 2029 ที่ถูกทำลายยังคงมีอยู่เหมือนเดิมมันไม่ได้หายไปมันไม่ได้ถูกลบ และมันไม่ได้รับการช่วยเหลือสิ่งเดียวที่เกิดขึ้นคือการถือกำเนิดของความเป็นไปได้ใหม่แนวคิดนี้ใกล้เคียงกับทฤษฎี Many-Worlds ในฟิสิกส์เชิงทฤษฎี ซึ่งเสนอว่าทุกการตัดสินใจหรือเหตุการณ์สำคัญสามารถแตกแขนงออกเป็นจักรวาลคู่ขนานจำนวนมหาศาล
หากมองผ่านกรอบคิดนี้ สงครามระหว่าง Skynet กับมนุษย์จึงไม่ใช่สงครามเพื่อเปลี่ยนอดีต แต่เป็นสงครามเพื่อแย่งชิงอนาคตของจักรวาลเส้นใหม่ ซึ่งมีเรื่องที่น่าตลกคือแม้แต่ Skynet เองก็ไม่รู้เรื่องนี้แต่ก็เข้าใจได้ว่าสุดท้าย AI ก็ยังต้องอาศัยภูมิปัญญาของมนุษย์เป็นรากฐานกล่าวคือถ้าคนไม่รู้ไอ้พวกหุ่นยนต์มันก็ไม่รู้

แล้วอะไรที่ทำให้ Skynet ดูเหมือนชนะตลอดเวลา
เมื่อมองย้อนกลับไปในแฟรนไชส์ เทอร์มิเนเตอร์ จะพบสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่ว่าตัวละครจะพยายามมากแค่ไหน วันพิพากษาก็มักเกิดขึ้นอยู่ดี ใน T2 ซาราห์ คอนเนอร์เชื่อว่าเธอสามารถหยุด Skynet ได้ ใน T3 ตัวหนังกลับเฉลยว่าพวกเขาเพียงเลื่อนเวลาหายนะออกไป ใน Dark Fate แม้ Skynet จะถูกกำจัด แต่กลับมี AI ตัวใหม่ถือกำเนิดขึ้นมาแทน ส่วนใน Terminator Zero ความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับปัญญาประดิษฐ์ก็ยังเกิดขึ้นอีกครั้งในรูปแบบใหม่
สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดการตีความที่น่าสนใจว่า บางทีสิ่งที่ตัวละครต่อสู้มาตลอดอาจไม่ใช่ “Skynet” โดยเฉพาะ แต่เป็นแนวโน้มทางประวัติศาสตร์ที่ผลักดันมนุษยชาติไปสู่การสร้าง AI ที่มีอำนาจเหนือการควบคุม Skynet จึงอาจเป็นเพียงชื่อหนึ่งของปัญหา ไม่ใช่ตัวปัญหาเอง ต่อให้กำจัด Skynet ได้สำเร็จ ก็ยังมี Legion หรือ AI รูปแบบอื่นถือกำเนิดขึ้นมาแทน ราวกับว่าอารยธรรมมนุษย์กำลังเดินเข้าสู่จุดเดิมผ่านเส้นทางที่แตกต่างกัน

เท่ากับว่า จอห์น คอนเนอร์ อาจไม่เคยช่วยโลกของตัวเองได้เลย
นี่อาจเป็นข้อสรุปที่โหดร้ายที่สุดของทฤษฎีนี้ ตลอดหลายภาค ผู้ชมเชื่อว่าจอห์น คอนเนอร์กำลังต่อสู้เพื่อช่วยโลกของตนเองแต่หากแนวคิดเรื่องไทม์ไลน์คู่ขนานเป็นจริง สิ่งที่เขาทำอาจไม่ใช่การช่วยโลกเดิม เขากำลังช่วย “โลกอื่น” โลกที่เขาจากมาอาจยังคงถูกทำลายเหมือนเดิม ผู้คนที่เสียชีวิตยังคงเสียชีวิต สงครามยังคงดำเนินต่อไปสิ่งที่เปลี่ยนคือมีจักรวาลใหม่ถือกำเนิดขึ้น
ซึ่งอาจมีโอกาสรอดมากกว่าเดิม ในมุมหนึ่ง นี่คือความสิ้นหวังอย่างยิ่ง แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันก็เป็นแนวคิดที่มีความหวังมากกว่าที่คิดเพราะแม้ตัวละครจะไม่สามารถลบความผิดพลาดในอดีตได้ แต่พวกเขายังสามารถสร้างอนาคตที่ดีกว่าให้กับคนรุ่นต่อไปได้
ทำไมทฤษฎีนี้จึงช่วยอธิบายความสับสนของแฟรนไชส์ได้
ปัญหาใหญ่ของ ไทม์ไลน์เทอร์มิเนเตอร์ ตลอดหลายสิบปีคือภาคต่อจำนวนมากมักขัดแย้งกันเอง Genisys เปลี่ยนแปลงอดีต Dark Fate ลบเหตุการณ์ของ T3 และ Salvation แต่ Terminator Zero สร้างบริบทใหม่ขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง
หากมองแบบเส้นเวลาตรงเพียงเส้นเดียว เหตุการณ์เหล่านี้ยากจะอธิบายให้สอดคล้องกัน แต่หากมองว่าแต่ละเรื่องเป็นผลลัพธ์จากการแทรกแซงเวลาหลายครั้ง ทุกอย่างกลับสมเหตุสมผลขึ้นทันที แต่ละภาคไม่จำเป็นต้องลบล้างกัน แต่เป็นเพียงเรื่องราวของโลกคนละใบ โลกที่แตกแขนงออกมาจากจุดกำเนิดเดียวกัน ในแง่นี้ Terminator Zero จึงไม่ได้เป็นแค่อนิเมะภาคแยก แต่ทำหน้าที่คล้าย “กุญแจ” ที่ช่วยให้ผู้ชมสามารถมองแฟรนไชส์ทั้งหมดผ่านกรอบคิดใหม่ได้

หรือจริง ๆ แล้วชัยชนะที่แท้จริงอาจไม่ใช่การหยุดวันพิพากษา
สิ่งที่น่าสนใจที่สุดใน Terminator Zero คือมันทำให้ประเด็นเดิมของแฟรนไชส์เปลี่ยนไปในอดีต จาก “มนุษย์จะหยุดวันพิพากษาได้หรือไม่” แต่หลังจากดูจบอาจกลายเป็น
“หากวันพิพากษาเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ มนุษย์จะสร้างโลกที่ดีกว่าจากมันได้หรือไม่“
เพราะตลอดหลายภาคที่ผ่านมา สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ใช่การมีอยู่ของหายนะ แต่เป็นรูปแบบของหายนะ AI เปลี่ยนชื่อ ผู้นำเปลี่ยนคน เส้นเวลาเปลี่ยนไป แต่ความขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับเทคโนโลยียังคงดำรงอยู่ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ผู้ชมจำนวนมากมองว่า Terminator Zero กำลังเสนอแนวคิดที่แตกต่างจากหนังคนเหล็กยุคแรกอย่างสิ้นเชิง
แทนที่จะเล่าเรื่องการเปลี่ยนแปลงโชคชะตา มันกลับตั้งคำถามว่าบางทีโชคชะตาอาจไม่ใช่สิ่งที่ถูกเอาชนะได้ด้วยการย้อนเวลาและบางทีชัยชนะที่แท้จริงอาจไม่ใช่การกลับไปแก้ไขอดีต แต่คือการสร้างอนาคตใหม่ขึ้นมา แม้จะรู้ว่าเราไม่สามารถช่วยโลกใบเดิมได้อีกแล้วก็ตาม

แต่ทั้งนี้หากลองย้อนคิดให้ถี่ถ้วน Terminator Zero อาจไม่ได้เป็นเรื่องแรกที่เปิดประเด็นนี้เพราะในภาค Genisys ที่แฟน ๆ ร้องยี้มันได้เปิดประเด็นไว้ก่อนแล้วในตอนที่ จอห์น คอนเนอร์ ที่ถูกแปลงเป็น T-3000 บอกกับซาราห์ผู้เป็นแม่ว่า “โลกใหม่ไม่ได้จำเป็นต้องนำไปสู่อนาคตที่เขาเคยมีอยู่” เขาจึงพูดถึงการ “ตัดขาด” ของเส้นเวลา
หมายถึงเส้นเวลาหนึ่งสามารถแยกตัวออกจนไม่เชื่อมโยงกับอีกเส้นอีกต่อไปแต่ก็นั่นแหละหนังภาคนี้เปิดประเด็นแล้วทิ้งจนทำให้ขาดน้ำหนักผู้ชมเลยมองข้ามจุดนี้ไปและมองว่า Terminator Genisys ก็แค่หนังแอ็คชั่นยำใหญ่มั่วซั่วเรื่องหนึ่ง

นั่นทำให้สุดท้ายแล้วเราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เทอร์มิเนเตอร์ ได้ถูกมองว่าเป็นแฟรนไชส์ที่มีไทม์ไลน์ซับซ้อนและขัดแย้งกันเอง(จนเกือบจะมั่ว) แต่แนวคิดที่นำเสนอใน Terminator Zero ทำให้สามารถตีความได้ว่า แทบทุกครั้งที่มีการเดินทางข้ามเวลา จะเกิดการแตกแขนงของเส้นเวลาใหม่ มากกว่าการเปลี่ยนแปลงอดีตของโลกเดิม
ส่งผลให้หนังแต่ละภาคอาจไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นในจักรวาลเดียวกันเสมอไป แม้จะยังไม่ใช่ข้อสรุปอย่างเป็นทางการจากผู้สร้าง แต่ทฤษฎีนี้ก็ช่วยอธิบายความแตกต่างของเหตุการณ์ ตัวละคร และการกำเนิดของ AI อย่าง Skynet หรือ Legion ได้แบบที่ผู้ชมสามารถเข้าใจได้โดยง่ายทั้ง ๆ ที่เป็นประเด็นที่มีความขัดแย้งและซับซ้อนในตัวเอง จนกลายเป็นหนึ่งในการตีความที่สมเหตุสมผลที่สุดของแฟรนไชส์ เทอร์มิเนเตอร์ ในปัจจุบัน

และเมื่อเราเข้าใจแบบนี้แล้วอาจทำให้การดู เทอร์มิเนเตอร์ ของเราสนุกขึ้นเมื่อเราเข้าว่าทุกภาคคือผลลัพธ์ความเป็นไปได้ในแบบต่าง ๆ เป็น Canon ของจักรวาลเทอร์มิเนเตอร์ ที่ไม่ได้ต่อกันแต่มีจุดร่วมเหมือนกัน เมื่อผู้ชมลดความหงุดหงิดของหนังที่มี Continuity Errors มากมายลงได้เราก็จะสนุกกับการรับชมมากขึ้นตามไปด้วย
สามารถติดตามข่าวสารอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ GamerCulture (หนัง)
อ้างอิง screenrant.com, fandom, terminator timeline explained






